วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข้อเท็จจริง (แท้) ของ MLM ตอนที่ 2

กลับมาอ่านกันต่อในตอนที่ 2 มาที่...ธุรกิจออนไลน์กันค่ะ โดยเฉพาะธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ (MLM Online) เมื่อเราลงทุนสมัคร ค่าสมัคร 200-300 บาท ค่าสินค้ารอบแรกตามแต่ละที่ระบุ (เป็นกฎของแต่ละที่ บางที่อาจไม่ต้องซื้อของก่อนเลย) สมมุติว่า เราไม่ต้องซื้อสินค้ามาเลย เราจะทำอะไรต่อให้เกิดเป็นธุรกิจ เราก็ต้องวางแผนหาลูกค้ามาซื้อสินค้าก่อน ทำเว็บลงข้อมูลสินค้า และโปรโมทหรือโฆษณาร้าน(เว็บ)ของเรา ซึ่งคนส่วนมาก 99%ไม่รู้จะทำยังไง ก็ไปหาเว็บสำเร็จรูป ที่เขาทำเป็นร้านออนไลน์เอาไว้แล้ว แค่เอารูป เอาข้อมูลสินค้า ราคาใส่ลงไปก็จบ แต่การทำให้ร้านเราโดดเด่น แตะสายตาชาวประชาบรรดาคนที่จะชอปปิ้งหละ อันนี้หละที่ตายน้ำตื้นๆ เอากันนักต่อนัก สุดท้าย..ก็ต้องยอมควักเงินซื้อแบนเนอร์ มาแปะตามเว็บดังๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีคนมาซื้อสินค้าของเราหรือเปล่า แต่ต้องจ่ายเงินไปแล้ว เว็บที่แรงๆ อย่างพันธ์ทิพย์มาร์เก็ต สนุกดอทคอมก็ปาเข้าเดือนละ 5,000 บาท ทีนี้หล่ะ ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งสงสัย ก็จะยิ่งหาทางดิ้นรนกันมากขึ้น ไม่ว่าอะไรที่พวกเซลประจำเว็บที่เราไปซื้อเขาบอกเรา เราก็จะซื้อตามหมดยอมทุ่มกันไป…

กลับมานั่งทบทวนกันหน่อยดีไหม หลักการทำ MLM Online คืออะไรค่ะ มันก็คือ การหาสมาชิกที่ต้องกาซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ (สินค้าที่ดีจริง)ในราคาสมาชิก MLM Online ไม่ใช่การไล่ต้อนหาเหยื่อ (ที่ต้องการอยากรวยทางลัดเร็วๆ) ไอ้คนที่อยากรวยเร็วๆ ก็เหลือเกิน หน้ามืดตามัว หูอื้อตาลายไปหมด เขาเอาทองปลอมมาวางล่อตรงหน้า เอาเหยื่อความโลภมาล่อ ก็อ้าปากงับ สวาปามเข้าไปไม่ดูตาม้าตาเรือเลย พอกัดไป บางทีมันเป็นน้ำตาลเคลือบทับด้านในสอดไส้ยาพิษ กว่าจะรู้เนื้อรู้ตัวก็เงินออกหมด เงินลงทุนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเอาไว้ หมดสิ้นไปภายในเวลารวดเร็ว จากการโดนยุให้สั่งของมากองเต็มบ้านเอาตำแหน่งหัวโขน บางทีนะ ดิฉันก็หมดแรงจะเตือน บางทีอาจจะเป็นกรรมเก่าของเขา ที่ทำให้เขาหลงทางไปได้ขนาดนั้น กลับมาที่ตัวเรากันก่อนค่ะ มาที่การหาสมาชิกที่เขาเต็มใจและอยากจะมาสมัครเพื่อซื้อสินค้าจากบริษัท เอาใจเขามาใส่ใจเราสิค่ะว่า สินค้าที่เราเอามาเสนอมันช่วยอะไรใครได้บ้าง กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้าของเราคือ อายุเท่าไร มีการศึกษาระดับไหน รายได้ขนาดไหน ยกตัวอย่างยาสิฟันราคาหลอดละ 200-300 บาทต่อให้มันวิเศษขนาดแปรงแล้วฟันสะอาดไปอีก10 วัน แต่คุณเอาไปขายให้คนเพิ่งทำงานเงินเดือนน้อยๆ หรือเอาไปเสนอคนที่มีรายได้ระดับหมื่นต้นๆแต่มีภาระในบ้านเต็มไปหมด ดิฉันขอถามว่าเดือนๆ หนึ่งคุณจะขายยาสีฟันวิเศษนี้ได้กี่หลอด แล้วที่ฝันไว้ว่าจะได้โบนัสท่องเที่ยวสุดหรู เมื่อไรมันจะได้หละค่ะ เราต้องรู้ว่าใครจะซื้อของของเราก่อน แล้วก็หาทางเข้าให้ถึงเขา เช่น คนที่รายได้หลักสามหมื่นอัพ มีออกเยอะแยะในบ้านเรา คนที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะหน่อย แต่ถามว่ามีวิธีไหนหละที่จะหาพวกเขาเจอ หากคุณได้เจอวิธีที่ว่านั้นก็ลงมือทำซะ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย ไม่ใช่ว่าทำปุ๊บได้ลูกค้าปั๊บ หากแต่ว่ามันคุ้มค่าที่คุณจะทำ คุ้มที่จะรอ อย่างสินค้าที่ขายให้คนที่กำลังเป็นโรคเบาหวาน หรือคนที่เสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เขาก็ย่อมที่จะสนใจสินค้าแบบนี้อยู่แล้ว คุณก็แค่ค่อยๆ ทำให้เขารู้จักคุณ ให้เขาไว้ใจคุณก่อน แล้วเขาจะติดต่อเข้ามาหาคุณเองหล่ะ เพราะอะไร เพราะคุณได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแล้วยังไงหล่ะ ต้นทุนที่ใช้ก็สำคัญมากๆ เงินที่ลงไปรายเดือนต้องเหมาะสมกับที่เราจ่ายได้จริงเท่านั้น เหมือนกับการออมเงินลงไป ด้วยการเก็บรวบรวมรายชื่อ ด้วยกรรมวิธีอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง ทำการติดตามผลเขาไปเรื่อยๆ สิค่ะ

หากคุณตั้งใจจริง ไม่นานคุณจะมีออร์เดอร์เข้ามาแน่นอน เริ่มจากเดือนละกล่อง เท่ากับขั้นต่ำที่เราต้องรักษายอด เท่านี้เราก็ไม่ต้องควักเนื้อตัวเองไปมากๆ จ่ายแค่ค่าเล็กๆน้อยๆ เรื่องค่าใช้จ่ายก็เหมือนกัน เราทำออนไลน์มีต้นทุนต่ำกว่ามาก ที่เทียบไม่ได้กับการทำออฟไลน์ การทำออฟไลน์มี ค่ารถ ค่าอาหารนอกบ้าน ค่าเสื้อผ้าเอาไว้ใส่อวดกันเต็มห้อง ยังกับไปงานประกาศรางวัลออสการ์ ฮอลลีวูด ค่าประชุม(ที่ไม่เห็นว่าต้องไปประชุมบ้าบออะไรนักหนาทุกวันทุกสัปดาห์) รวมๆ แล้วแพงมาก แต่เราทำออนไลน์เราลงเงินต่างกันเยอะค่ะ ลองเทียบดูว่าออฟไลน์ขายของได้ไวกว่าจริงๆ ดิฉันไม่เถียง แต่คุณต้องสาธิตสินค้า ต้องเปิดใจลูกค้า ต้องทำสารพัดกว่าจะขายได้ หมายความว่าคุณต้องเข้าหาคนวันละหลายๆ รอบ เพื่อปิดการขายให้ได้ แล้วคุณทำ MLM แบบงานเต็มเวลาหรือเปล่า? ถ้าคุณต้องทำงานประจำ มันเสี่ยงต่อชีวิต ความเครียดและกระเป๋าเงินไหม ครอบครัวคุณจะพังไหมด้วยการที่คุณต้องระเห็ดออกนอกบ้านเสาร์อาทิตย์ ระหกระเหินออกนอกบ้านทุกวันตลอดหลายๆ ปีกว่าจะสำเร็จ แล้วมันเสี่ยงไหมที่คุณอาจจะเหนื่อยไปก่อนที่จะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าทำออนไลน์ คุณจะเริ่มที่สร้างฐานลูกค้าทีละนิดๆ ก่อน ค่อยๆ เติบโตโดยที่คุณมีงานเดิมด้วย และไม่เหนื่อยมากเกินไป โอกาสที่คุณจะทิ้งงาน MLM ไปก่อนจะสำเร็จก็น้อยลงไป  โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จกับงานออนไลน์ก็จะมากขึ้น ที่ดิฉันพยายามร่ายยาวมามากมายขนาดนี้ เพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่า…การจะบอกว่าเราล้มเหลวจากการทำออนไลน์นั้น เราสามารถใช้เวลารอได้นานกว่าออฟไลน์ เพราะเราลงเงินน้อยกว่า เหนื่อยน้อยกว่าออฟไลน์ เอาไว้คราวหน้ามาต่อกันเป็นตอนสุดท้าย ที่ดิฉันจะขอขยายความการทำออนไลน์ที่ถูกต้องให้มากกว่านี้ แล้วพบกันค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น