วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ช่วยนะ..เด็กตาบอด

ทุกครั้งดิฉันมักเริ่มต้นเขียนบทความด้วยเรื่องของธุรกิจมาก็มาก แต่วันนี้ดิขอเริ่มต้นเขียนด้วยนิทานสักหน่อยเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กตาบอด มีชื่อเรื่องว่า  ช่วยนะ...เด็กตาบอด   เรื่องมีอยู่ว่า เด็กตาบอดคนหนึ่ง นั่งที่ขั้นบันไดของตึก โดยมีหมวกวางหงายไว้ข้างๆ มีป้ายเขียนไว้ข้างตัวว่า "ผมตาบอด กรุณาช่วยด้วย" มีเหรียญเพียงสองสามอันในหมวก ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาหยิบเงินสองสามเหรียญจากกระเป๋า แล้วหย่อนลงในหมวก เขาหยิบป้ายข้างเด็กตาบอดมาเขียนที่ด้านหลัง แล้ววางลงที่เดิม เพื่อให้คนเดินผ่านได้เห็นข้อความใหม่บนป้าย
ในไม่ช้าหมวกก็เต็ม ผู้คนมากมายให้เงินแก่เด็กตาบอด บ่ายวันนั้น ชายที่เขียนป้ายให้ใหม่กลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กชายจำเสียงฝีเท้าเขาได้ ก็ถามขึ้นว่า "คุณใช่คนที่เขียนป้ายให้ผมใหม่เมื่อเช้าใช่ไหมครับ"  "คุณเขียนว่าอะไรครับ"  ชายคนนั้นพูดว่า " ฉันแค่เขียนความจริง ฉันเขียนสิ่งที่เธอพูด แต่เขียนด้วยคำพูดที่แตกต่าง " ฉันเขียนว่า "วันนี้ช่างเป็นวันที่สวยงาม แต่ผมไม่สามารถชื่นชมมันได้"
ทั้งสองข้อความ บอกกล่าวผู้คนว่า เด็กชายนั้นตาบอด ทว่าข้อความแรกเพียงบอกธรรมดาว่าเด็กชายตาบอด ในขณะที่ข้อความหลังบอกผู้คนว่าพวกเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ตาไม่บอด แปลกใจไหมที่ข้อความหลังให้ผลดีกว่า ดิฉันอยากจะบอกว่า การสื่อความกับภาพที่เห็นอยู่ มีผลต่อการตัดสินใจในการทำธุรกิจเสมอ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถทำให้ธุรกิจนี้เป็นแบบเดียวกันกับการนิทานนี้ได้ จะเป็นผลดีมาก และนี่เป็นข้อคิดที่ขอฝากไว้
ข้อคิดจากเรื่องนี้ จึงมองได้ 2 แบบ ก็คือ
ในเชิงธุรกิจ :

การสื่อข้อความโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบอกกล่าว เพื่อกระตุ้นให้ผู้รับเกิดการตอบรับทันที กับสิ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้สัมผัสนั้น คุณจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างในการพูด หรือเขียนสื่อแง่บวก มากกว่าคำพูดธรรมดาๆ ที่ไม่เพียงไปกระตุ้นความคิด หากแต่ต้องไปกระตุ้นถึงจิต ถึงใจผู้รับ และไม่ใช่เข้าถึงจิตสำนึก แต่ต้องให้เข้าถึงจิตใต้สำนึก ที่เป็นสวิชท์คำสั่งให้ลงมือกระทำกับสิ่งที่มากระทบในทันที  จึงไม่เรื่องง่ายนัก ที่เราจะสามารถคิดสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ดี ให้สามารถกระตุ้นต่อมใต้สำนึกของทุกคนได้ แม้แต่ผลงานที่เราเคยพบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการณรงค์ในเรื่องใดๆ สอน และให้คำปรึกษาสิ่งใดก็ตาม ให้องค์กรใดก็ตาม นาทีแรกที่พบเห็นข้อความ หรือสื่อใดๆ นั้นจะรับรู้ทางความคิดทันทีว่า เห็นด้วยหรือไม่กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่จิตสำนึกจะกระทำหรือไม่นั้น ยังไม่เกิดขึ้นทันที เพราะการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่จิตใต้สำนึก ที่ผ่านกระบวนคิด ตรึกตรอง กลั่นกรองมาแล้วหลายชั้น เข้าไปถึงแก่น เข้าไปถึงเนื้อแท้ในใจ จนเกิดเป็นความเชื่อมั่น วางใจที่จะขอมีส่วนร่วมต่อไปในที่สุด เหมือนกับที่ทุกคนเข้ามาอ่านในเว็บบล็อกนี้ ก็ต้องเกิดความรู้สึกดีจนเกิดการตัดสินใจทำต่อมา

ในเชิงการดำเนินชีวิต :


จงขอบคุณในสิ่งที่คุณมี คุณเป็น ปัจจุบัน ด้วยการปฏิรูปจิตใจของคุณ ให้มีความคิดที่แตกต่างในทางบวก ยามเมื่อชีวิตมีเหตุผลเป็นร้อยให้คุณอยากร้องไห้ จงทำให้ชีวิตดูว่ามีเหตุผลเป็นพันให้คุณยิ้มได้ และมีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับอดีตโดยไม่เศร้าสลดใจ สามารถจัดการกับปัจจุบันอย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมการเพื่ออนาคตโดยไม่หวาดหวั่น หวาดกลัว ด้วยพลังศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมจากหัวใจ แล้วคุณจะค้นพบสัจธรรมในทันใดว่า สิ่งที่งดงามที่สุดนั้นคือ การได้เห็นรอยยิ้มจากผู้คนมากมาย และที่งดงามยิ่งกว่าก็คือ การได้รู้ว่า คุณ เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเหล่านั้นด้วยนั่นเอง..ดีไหม

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ทั้งการใช้ชีวิต หรือการทำธุรกิจเครือข่าย พวกเราทุกคนต้องให้ความสำคัญทั้งการสื่อความ และการกระทำเหมือนกัน โดยต้องทำให้เกิดคุณค่าอย่างดีที่สุด เพื่อคนที่รับผลของการกระทำจากเรา เขาจะได้พบกับความสุข ความรู้สึกดี และมีความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างแท้จริงที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น