วันนี้ขอเขียนถึงสิ่ง(ไม่ดี)ที่ขอเถอะนะ อย่าได้ทำแบบนี้เลย มันเกี่ยวกับประสบการณ์ตรงของคนรู้จัก 2 กรณี ที่ถือเป็นประสบการณ์ตรงจาก " เรื่องเล่าเศร้านี้ " ตอนที่ 1 ของน้องอดีตนักศึกษาคนหนึ่ง ที่ดิฉันได้มีโอกาสคุยด้วยกับการตื้อไม่เลิก ที่ได้เคยหลบแล้วก็หลบอีกที่ไม่ได้อยากคุยเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย MLM เนี่ย ตอนนั้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัย น้องอดีต นศ.คนนี้ก็พยายามหางานพิเศษทำ เคยโดนหลอกไปข้องเกี่ยวกับธุรกิจ MLM 2 ครั้ง หลังๆ รู้แกวว่าแบบไหนเป็นโฆษณาแนวธุรกิจเครือข่าย MLM ก็ไม่โทรไปหล่ะ แต่พอเรียนจบ ทำงานทางเน็ตก็มีออนไลน์บ้างอะไรบ้าง ก็เห็นโฆษณาแนวธุรกิจเครือข่าย MLM อยู่บ้าง เริ่มเชี่ยวก็หลบพ้นหล่ะค่ะ แต่ก็นะไม่เข้าใจว่าคนที่ทำธุรกิจเครือข่าย MLM เนี่ย สามารถเปลี่ยนวิธีโฆษณาล่อให้คนเกลียดไปได้เรื่อย แต่ทำไมถึง..หาวิธีตรงที่ให้คนไม่เกิดความรู้สึกเกลียดธุรกิจนี้ ไม่ได้หรือ และถึงคิดกันไม่ออกหรืออย่างไร ? อย่างที่บอกเหตุผลว่า สำหรับน้องคนนี้แล้ว..ที่เคยทำแล้วเลิกทำธุรกิจเครือข่าย MLM ไปนั้นเป็นเพราะไม่ชอบ แม้ว่าจะไม่ได้มีทัศนคติไม่ดีอะไรกับพวกธุรกิจเครือข่าย MLM เลยแม้แต่น้อย แต่มันไม่ใช่แนวจริงๆ ไม่ชอบทำจริงๆ ก็เลยไม่ทำ แต่เรื่องทัศนคติมุมลบกับธุรกิจเครือข่าย MLM นี้มันมาผุดขึ้นก็ตอนหางานพิเศษทำนี่แหล่ะ โดนหลอกจากธุรกิจเครือข่าย MLM พวกนี้มากมาย เลยทำให้ไม่ค่อยชอบพวกธุรกิจเครือข่าย MLM สักเท่าไหร่ (ตรงๆ คือ การที่คนไม่ชอบรู้สึกไม่ดีกับธุรกิจเครือข่าย MLM นั้นไม่ได้เป็นเพราะระบบของเครือข่าย MLM แต่เป็นเพราะพฤติกรรมของบุคคลในเครือข่ายนี่แหล่ะสำคัญ) อดีตตอนที่ออนไลน์เน็ตอยู่เห็นมีโฆษณาแจกอาหารเสริมลดความอ้วนฟรี ! พวกนี้ไม่เคยล่อเราได้เลยเพราะไม่เคยอ้วน ไม่อยากคุยว่ามีรูปร่างดีโดยกำเนิด แต่ทีนี้มีเพื่อนสมัยเรียนอยู่คนหนึ่งค่ะ เธออ้วนมากเลย อ้วนจนไม่ไหว เจ้าตัวคิดจะลดความอ้วนหล่ะ เพราะงั้นพอเห็นโฆษณาแนวนี้ก็เลยลองคลิ๊กสักหน่อย ไม่มีบอกรายละเอียดใดๆ บอกแต่แจกฟรีให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ เราไม่ค่อยไว้ใจแต่ก็ลองใส่เบอร์เราไป กะว่ามีอะไรก็เปลี่ยนซิมไปเลย โทรศัพท์ไม่ค่อยจะใช้อยู่แล้วด้วย พอผ่านไปได้ 2 อาทิตย์ก็มีคนโทรมา เขาขายอาหารเสริมและชวนเราไปทำธุรกิจเครือข่าย MLM ของ(บริษัทชื่อดังค่ะ) แต่ไม่บอก ไม่อยากโจมตี นี่เล่าประสบการณ์ตรง เธอก็ถามว่าไหนบอกจะแจกให้ทดลอง ทางนั้นบอก ต้องสมัครแล้วจะได้สินค้าไปทดลอง จะให้หยาบอีกไหม (ฟรี! บ้าน_สิ) แบบนี้ไม่ได้เรียกแจกฟรี! เรียกว่า หลอกให้สมัคร อันนี้เขียนถึงไม่ได้โจมตี แต่เขียนให้คิด… คิดถึงคนอื่นบ้างเถอะค่ะ คิดถึงความรู้สึกคนอื่นบ้าง จะมีสักกี่คนกับค่ะที่โดนคนทำธุรกิจเครือข่าย MLM หลอกซ้ำหลอกซากแบบนี้แล้วเค้าจะยังมีทัศนคติที่ดีกับธุรกิจเครือข่าย MLM ของคุณอยู่ได้อีกหรือ
ประสบการณ์ตรงจาก " เรื่องเล่าเศร้านี้ " ตอนที่ 2 น้องสาวอีกคน เล่าให้ฟังว่า..ได้เริ่มรู้จักธุรกิจเครือข่าย MLM ตอนเรียนชั้น ม.3 รู้จักอีกทีเต็มที่กับธุรกิจเครือข่าย MLM ตอนเรียนชั้น ม.5 โดยส่วนตัวเธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับธุรกิจเครือข่าย MLM เลยนะค่ะ ค่อนข้างชอบระบบแผนการตลาดแบบนี้มากอยู่ แต่ถ้าจะบอกให้เธอหาดาวไลน์ หรือขายสินค้าอะไร มันจะไม่ใช่แนวทางของเธอเลย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอรังเกียจ หรือไม่ชอบธุรกิจเครือข่าย MLM อย่างที่บอกไปในการทำธุรกิจนี้ไม่ใช่แต่เพียง MLM คือ ธุรกิจทุกประเภท ผู้ที่ทำธุรกิจนั้นๆ ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำเสมอ (เรื่องนี้ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เธอเลิกธุรกิจเครือข่าย MLM ตัวที่เธอชอบ เพราะอัพไลน์ไร้ความรับผิดชอบนี้แหล่ะค่ะ) และที่สำคัญไม่มีความจริงใจ ชอบหลอกลวง ไม่ตรงไปตรงมา..ตรงนี้แหล่ะไม่ดีมากๆ ลองคิดดูนะว่า กับการแค่หาดาวไลน์ เพื่อจะให้คนมาเป็นดาวไลน์ในสายงานของคุณ คุณยังใช้วิธีโกหกหลอกลวงให้เค้ามานั่งฟังบรรยาย ถ้าคุณไม่มีความจริงใจขนาดนี้แล้วดาวไลน์คนนั้นเค้าจะฝากชีวิตไว้กับคุณได้หรือค่ะ ต่อให้เค้าอยากทำธุรกิจเครือข่าย MLM ตัวนี้จริง แต่เค้าก็จะไปสมัครกับอัพไลน์คนอื่น ไม่มีใครอยากฝากชีวิตไว้กับคนหลอกลวงหรอกค่ะ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การที่คุณหลอกลวงคนอื่น ขอแค่หลอกล่อให้เข้าไปนั่งฟังบรรยายกับคุณได้ก็ยังพอไหว แต่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วมีการหลอกต่อให้ซื้อสินค้าจำนวนมากไปกักตุน โดยบอกว่าจะช่วยขายให้ ช่วยหาสายงานมาต่อให้ แล้วเอาสินค้าที่ซื้อไว้พวกนี้ไปให้แทน พยายามหว่านล้อมชักจูงให้ไปหาเงินมาจ่ายซื้อสินค้าหลักหมื่น เพื่อให้ตัวเอง(อัพไลน์)ได้ค่าคอมมิสชั่นเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้สิไม่ควรอย่างยิ่งเลย…
ดิฉันขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมกับเรื่องที่เคยเจอ มีนักศึกษาต่างจังหวัดคนหนึ่ง คิดจะมาหารายได้พิเศษเพื่อจ่ายค่าเทอมนี่แหล่ะค่ะ คุณลองคิดดูว่า เมื่อนักศึกษาคนนี้ในขณะนั้นเค้าจนมาก สิ่งหนึ่งที่เค้าอยากได้ก็คือ งานเสริมพิเศษ ขอทำงานอย่างที่มีการรับประกันรายได้จริงๆ เพราะเค้าจะต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเทอม แต่ถ้าคุณหลอกเค้าให้ไปฟังการขายฝันของคุณได้ สิ่งที่เค้ารู้สึกก็คือ (ขอหยาบนิดนะค่ะ เดี๋ยวสื่อความรู้สึกไม่ชัดเจน) แ_’ง หลอกกอสระอูมาเสียเวลาฟัง_’าอะไรวะเนี่ย ไม่เห็นได้อะไรเลย..เสียเวลา ประมาณนี้แหล่ะค่ะนั่นคือ ความรู้สึกที่คุณจะสร้างให้เกิดขึ้นในใจเค้าคือ หงุดหงิด น่ารำคาญ และโมโหที่ถูกหลอก แล้วก็มีแนวโน้มมาว่า เค้าจะเกลียดธุรกิจเครือข่าย MLM ไปเลยโดยตีความว่า คนทำธุรกิจเครือข่าย MLM มันก็ไอ้พวกหลอกลวง
แต่ถ้าคุณไม่หลอกเค้า บอกเค้าตรงๆ ตั้งแต่ต้น ในตอนนั้นต่อให้เค้าอาจไม่เข้าร่วมธุรกิจเครือข่าย MLM กับคุณก็จริง พอเมื่อเค้าเรียนจบ มีงานทำ มีเงินมากพอที่จะซื้อสินค้า หรือจ่ายค่าสมัครต่างๆ ได้ ไม่คิดบ้างเหรอค่ะว่า สักวันถ้าคุณได้มาเจอเค้าอีกครั้ง ครั้งนี้..วันนี้เค้าอาจจะยอมเปิดใจฟังแผนการตลาด ทดลองใช้สินค้า และยอมเข้าร่วมทำธุรกิจเครือข่าย MLM กับคุณก็ได้ เห็นไหมมันมีโอกาสอย่างนั้นแน่ๆ ค่ะ ถ้าเค้าไม่เกลียดสิ่งที่เรียกว่า ธุรกิจเครือข่าย MLM ไปเสียก่อน นั่นเป็นประสบการณ์จริงที่สะท้อนปัญหาของธุรกิจเครือข่าย MLM ทุกวันนี้..
จากทั้ง 2 กรณี เป็นเหตุผลที่ทำให้ดิฉันถึงหันมาเน้นการทำธุรกิจเครือข่าย MLM ออนไลน์มากกว่าทำออฟไลน์ และต่อให้ตอนนี้ดิฉันทำธุรกิจเครือข่าย MLM แบบออฟไลน์อยู่ ดิฉันขอบอกอีกว่า ไม่เคยมีความคิดที่จะทำธุรกิจ MLM นี้แล้วต้องทำให้ใครเดือดร้อนเหมือนกับประสบการณ์ตรงอันเลวร้ายของน้องๆ ตามเรื่องราวที่ได้นำมาเขียนให้อ่านเลย สนใจอยากพบกับสิ่งดีดี ที่เรียกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ ใส่อีเมล์ของคุณลงด้านข้างนี้ได้ แล้วคุณก็จะได้รับเรื่องราวดีดี ทุกครั้งที่ดิฉันเขียนใหม่
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555
คนรวยกับคน(จน)ทั่วไป...ต่างกันอย่างไร ?
ตอนเรียนหนังสือขณะที่ยังไม่ได้ทำงาน ก็เคยมีความสงสัยนะว่า อะไร ? คือความแตกต่างระหว่างคนชั้นกลาง(จน) กับคนรวย เมื่อได้มาทำงานจริงๆ ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะมาเป็นนักธุรกิจ MLM แล้วสังเกตเห็นว่ามันเป็นจริงอยู่พอสมควรในเรื่องความแตกต่างตรงนี้ ดิฉันจึงขอนำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ นักธุรกิจ MLM ได้อ่านกัน เพื่อคุณทุกคนจะมีความคิดอยากย้ายจากตัวเองในชนชั้นกลางขึ้นสู่การเป็นคนรวยกับเขาบ้าง ลองมาดูสิว่าคนรวยเขาคิดต่างแบบไหนกัน
1. พวกคนรวยนั้น เขาจะคิดกันยาวๆ
สำหรับคนชั้นกลางจะคิดสั้นๆ คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน(ไม่ใช่ว่าจะฆ่าตัวตายนะค่ะ) ดิฉันหมายถึง คิดแบบวันต่อวันนะ ในแบบหาเช้ากินค่ำ และคนชั้นกลางหล่ะ ก็คิดแบบเดือนต่อเดือน(อย่างเพื่อนของดิฉันตอนเนี่ย) คือว่าคิดอยู่อย่างเดียวว่า เงินเดือนจะออกวันไหน สำหรับคนรวยนะหรือคิดกันยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบปีโน่น คนจนคิดว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร สำหรับคนชั้นกลางมีความสุขกับการใช้เงินในการซื้อของ ซึ้อสิ่งอำนวยความสะดวก ส่วนคนรวยพวกเขาจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน การคิดยาวๆ จะมีพลังมาก เพราะจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่จะให้เขามั่งคั่ง
2. คนรวยจะพูดถึงเรื่องไอเดีย
คนชั้นกลางจะพูดถึงสิ่งของเครื่องใช้ และคนจนมักจะพูดถึงแต่เรื่องของคนอื่น แต่ไม่ใช่ว่าคนรวยจะไม่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องสิ่งของหรือคนอื่นๆ เลย แต่ดิฉันหมายถึง คนรวยเขาจะพูดถึงเรื่องคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวคิดดีๆ หรือมีมุมมองที่ดี มากกว่าคนชั้นกลาง และคนจน คนรวยนั้นมักจะมีความคิดที่สร้างสรรค์มากกว่า ซึ่งผิดกับคนจนมักจะชอบ "ซุบซิบนินทา" จนเป็นนิสัย แต่ในคนชั้นกลางพวกนี้จะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี และการพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ
3. คนรวยจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงง่าย
คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน แต่คนรวยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า และเขาคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยของเขาอาจจะมาจากการที่เขามีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง แต่คนชั้นกลางมักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ได้
4. คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่เขาได้พิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว
คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่มีจุดอ่อนมากที่สุดของพวกคนชั้นกลาง คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยจะพลาดโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเิชิง ในขณะที่คนกล้ารับความเสี่ยงที่ได้พิจารณาอย่างดีแล้ว จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ นั้นจะมีน้อยมาก ที่เห็นกันชัดเจนมากที่สุดก็คือ คนชั้นกลางจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่คนชั้นกลางจะไม่พยายามศึกษาว่า ในระยะยาวนั้นมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินกับธนาคารมาก แต่ในคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง บ้าบิ่่น เช่น คนที่เล่นหุ้นวันต่อวันอันนี้ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยเขาจะรับความเสี่ยงเฉพาะเรื่องที่เขาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น
5. คนรวยจะเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต
คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไม่หยุดนี่คือ หัวใจของเศรษฐี คือการเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงความรู้พื้นฐานนำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน คนรวยน่าจะมีนิสัยที่รักการอ่านหรือการแสวงหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลางพอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจใคร่อ่านหนังสือหรือแสวงหาความ รู้ใหม่ๆ และการที่คนชั้นกลางพลาดไปและไม่มีการสอนในโรงเรียน นั่นก็คือ ความรู้ทางด้านการเงิน ซึ่งคนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเขาเห็นถึงความสำคัญ และอาจจะนำเขาไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยได้
6. คนรวยมักจะทำงานเพื่อหาผลกำไร
คนชั้นกลางทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยงบ้าง แต่คนชั้นกลางมักจะไม่กล้าเสี่ยง และมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งหางานที่มีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานนั้น น้อยคนนักที่จะทำให้ตนเองร่ำรวยได้
7. คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน
คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาทำบุญ อันนี้ดิฉันไม่ออกความเห็นค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องรายละเอียดของแต่ละบุคคล ส่วนตัวดิฉันทำบุญประจำค่ะ
8. คนรวยจะมีแหล่งรายได้หลากหลาย
คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง เนื่องจากคนรวยมีเงินลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลากหลายจึงทำให้เขารวย แต่คนชั้นกลางมักจะไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้ของคนชั้นกลางมาจากเงินเดือนเป็นหลัก
9. คนรวยมักจะเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง
คนชั้นกลางจะเน้นการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพื่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้อง เสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่เขาจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปคือ คนรวยจะเน้นการลงทุนโดยใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง
10. มาที่ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ คนรวยเขามักจะตั้งคำถามในเชิงบวก และจะสร้างกำลังใจ
เช่น เขาจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร ในขณะที่คนชั้นกลางมักจะชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้บัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร
นี่แหล่ะคือ ความต่างของคนรวยและคนชั้นกลาง(จน) ดิฉันเชื่อว่าส่วนใหญ่จะเป็นจริงตามที่ได้กล่าวมา คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าคุณอยากจะรวยบ้างล่ะก็ ดิฉันว่านำนิสัยคิดแบบคนรวยมาใช้บ้างก็น่าจะดี เผื่อว่าบางทีจะมีโอกาสรวยอย่างเขาบ้างก็ได้ เมื่อนำไปใช้แล้ว ผลเป็นอย่างไรก็นำมาแบ่งปันกันบ้างนะ
1. พวกคนรวยนั้น เขาจะคิดกันยาวๆ
สำหรับคนชั้นกลางจะคิดสั้นๆ คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน(ไม่ใช่ว่าจะฆ่าตัวตายนะค่ะ) ดิฉันหมายถึง คิดแบบวันต่อวันนะ ในแบบหาเช้ากินค่ำ และคนชั้นกลางหล่ะ ก็คิดแบบเดือนต่อเดือน(อย่างเพื่อนของดิฉันตอนเนี่ย) คือว่าคิดอยู่อย่างเดียวว่า เงินเดือนจะออกวันไหน สำหรับคนรวยนะหรือคิดกันยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบปีโน่น คนจนคิดว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร สำหรับคนชั้นกลางมีความสุขกับการใช้เงินในการซื้อของ ซึ้อสิ่งอำนวยความสะดวก ส่วนคนรวยพวกเขาจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน การคิดยาวๆ จะมีพลังมาก เพราะจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่จะให้เขามั่งคั่ง
2. คนรวยจะพูดถึงเรื่องไอเดีย
คนชั้นกลางจะพูดถึงสิ่งของเครื่องใช้ และคนจนมักจะพูดถึงแต่เรื่องของคนอื่น แต่ไม่ใช่ว่าคนรวยจะไม่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องสิ่งของหรือคนอื่นๆ เลย แต่ดิฉันหมายถึง คนรวยเขาจะพูดถึงเรื่องคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวคิดดีๆ หรือมีมุมมองที่ดี มากกว่าคนชั้นกลาง และคนจน คนรวยนั้นมักจะมีความคิดที่สร้างสรรค์มากกว่า ซึ่งผิดกับคนจนมักจะชอบ "ซุบซิบนินทา" จนเป็นนิสัย แต่ในคนชั้นกลางพวกนี้จะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี และการพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ
3. คนรวยจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงง่าย
คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน แต่คนรวยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า และเขาคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยของเขาอาจจะมาจากการที่เขามีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง แต่คนชั้นกลางมักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ได้
4. คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่เขาได้พิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว
คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่มีจุดอ่อนมากที่สุดของพวกคนชั้นกลาง คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยจะพลาดโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเิชิง ในขณะที่คนกล้ารับความเสี่ยงที่ได้พิจารณาอย่างดีแล้ว จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ นั้นจะมีน้อยมาก ที่เห็นกันชัดเจนมากที่สุดก็คือ คนชั้นกลางจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่คนชั้นกลางจะไม่พยายามศึกษาว่า ในระยะยาวนั้นมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินกับธนาคารมาก แต่ในคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง บ้าบิ่่น เช่น คนที่เล่นหุ้นวันต่อวันอันนี้ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยเขาจะรับความเสี่ยงเฉพาะเรื่องที่เขาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น
5. คนรวยจะเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต
คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไม่หยุดนี่คือ หัวใจของเศรษฐี คือการเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงความรู้พื้นฐานนำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน คนรวยน่าจะมีนิสัยที่รักการอ่านหรือการแสวงหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลางพอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจใคร่อ่านหนังสือหรือแสวงหาความ รู้ใหม่ๆ และการที่คนชั้นกลางพลาดไปและไม่มีการสอนในโรงเรียน นั่นก็คือ ความรู้ทางด้านการเงิน ซึ่งคนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเขาเห็นถึงความสำคัญ และอาจจะนำเขาไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยได้
6. คนรวยมักจะทำงานเพื่อหาผลกำไร
คนชั้นกลางทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยงบ้าง แต่คนชั้นกลางมักจะไม่กล้าเสี่ยง และมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งหางานที่มีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานนั้น น้อยคนนักที่จะทำให้ตนเองร่ำรวยได้
7. คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน
คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาทำบุญ อันนี้ดิฉันไม่ออกความเห็นค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องรายละเอียดของแต่ละบุคคล ส่วนตัวดิฉันทำบุญประจำค่ะ
8. คนรวยจะมีแหล่งรายได้หลากหลาย
คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง เนื่องจากคนรวยมีเงินลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลากหลายจึงทำให้เขารวย แต่คนชั้นกลางมักจะไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้ของคนชั้นกลางมาจากเงินเดือนเป็นหลัก
9. คนรวยมักจะเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง
คนชั้นกลางจะเน้นการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพื่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้อง เสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่เขาจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปคือ คนรวยจะเน้นการลงทุนโดยใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง
10. มาที่ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ คนรวยเขามักจะตั้งคำถามในเชิงบวก และจะสร้างกำลังใจ
เช่น เขาจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร ในขณะที่คนชั้นกลางมักจะชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้บัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร
นี่แหล่ะคือ ความต่างของคนรวยและคนชั้นกลาง(จน) ดิฉันเชื่อว่าส่วนใหญ่จะเป็นจริงตามที่ได้กล่าวมา คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าคุณอยากจะรวยบ้างล่ะก็ ดิฉันว่านำนิสัยคิดแบบคนรวยมาใช้บ้างก็น่าจะดี เผื่อว่าบางทีจะมีโอกาสรวยอย่างเขาบ้างก็ได้ เมื่อนำไปใช้แล้ว ผลเป็นอย่างไรก็นำมาแบ่งปันกันบ้างนะ
ใคร...ผู้(มุ่งหวัง)แบบไหนหนอ ? ที่ต้องการ
นักธุรกิจ MLM ที่รักค่ะ ใคร ? (ผู้มุ่งหวัง)แบบไหน...ที่คุณต้องการ ถ้าคุณสามารถทำให้การสปอนเซอร์ของคุณทุกครั้งนั้นปิดสมัครได้เสมอ ดิฉันคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ แต่ความจริงแล้วก็คือ การสปอนเซอร์ของคนส่วนใหญ่นั้น ถูกผู้มุ่งหวังปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งเบี้ยวนัดไปเลย และก่อนที่เราจะเริ่มบทนี้กัน ดิฉันมีคำถามที่น่าสนใจถามคุณก่อน หากดิฉันให้คุณเลือกเวลาในการประสบความสำเร็จ ระหว่าง 1 ปี กับ 5 ปี คุณจะเลือกอะไร ? แน่นอนว่า 1 ปี ใครๆก็เลือกเวลา 1 ปีแน่นอนค่ะ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครเลือก 5 ปีแน่นอน แต่คำถามจริงไม่ได้อยู่ตรงนั้นค่ะ คำถามอยู่ที่ว่า คุณจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้ประสบความสำเร็จในเวลาน้อยที่สุด และวิธีการเดียวที่คุณจะประสบความสำเร็จในเวลาสั้นที่สุดก็คือ คุณต้องเจาะกลุ่มตลาดให้ถูก คุณไม่สามารถทำตลาดกับทุกคนได้ แล้วคุณต้องเลือกที่จะทำตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด ตอนนี้ดิฉันมีตัวอย่างให้คุณ หากวันนี้ดิฉันให้คุณเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล บอกคุณว่าคุณต้องทำให้ทีมชนะเลิศในปีนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีนักเตะเลย คุณจะหาคนแบบไหนมาเป็นนักเตะ เพื่อทำให้ทีมชนะเลิศได้ง่ายที่สุด
คำตอบง่ายๆ ค่ะคุณเองก็ต้องหาคนที่เป็นงานอยู่แล้วมาเป็นนักเตะของคุณ คุณคงไม่เลือก คนที่เล่นฟุตบอลไม่เป็น มาเป็นนักเตะ เพราะคุณต้องเสียเวลาฝึกเขาอีก อย่างน้อยๆ ถึง 6 เดือน และคุณรู้อะไรไหม การที่คุณเสียเวลาสปอนเซอร์คนเหล่านั้น มันทำให้คุณเสียเวลาอันมีค่าของคุณ เพราะคุณต้องเปลี่ยนความคิดเขา สอนให้เขาขาย และสอนให้รับผิดชอบในตัวเอง การที่คุณหาคนใหม่มาร่วมธุรกิจกับคุณนั้น ทำให้คุณจะต้องเสียเวลาฝึกฝนและเปลี่ยนความคิดเขา อย่างน้อยๆอีก 3-4 เดือน เพื่อที่จะทำให้เขาเข้าใจจริงๆ ว่า การทำธุรกิจเครือข่าย MLM คืออะไร และต้องทำงานแบบไหน กลุ่มที่เหมาะสมสำหรับการชวนเข้ามาร่วมธุรกิจจริงๆ นั้นคือ กลุ่มที่ทำธุรกิจเครือข่าย MLM อยู่แล้ว เพราะถ้าคุณชวนคนที่เข้าใจอยู่แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสอนเขาอีก เพราะเขาเข้าใจดีอยู่แล้ว หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย MLM โดยเร็ว คุณเองก็ต้องหาคนที่เคยทำธุรกิจเครือข่าย MLM มาก่อนมาร่วมทีม ผุ้มุ่งหวังที่ทำธุรกิจเครือข่ายอยู่แล้ว เป็นผู้มุ่งหวังที่มีศักยภาพที่สุดในการทำงาน คุณจะไม่เสียเวลาในการเปลี่ยนความคิดพวกเขา คุณจะไม่เสียเวลาในการฝึกสอนให้พวกเขา หากคุณสปอนเซอร์คนกลุ่มนี้ได้ วันรุ่งขึ้นเขาก็สามารถเริ่มงานได้ทันที เพราะคนกลุ่มนี้เข้าใจอยู่แล้วว่าธุรกิจเครือข่าย MLM คืออะไร การที่จะสร้างองค์กรจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็วนั้น คุณต้องสปอนเซอร์ เน้นๆ กับคนที่เคยทำธุรกิจเครือข่าย MLM มาก่อน เพราะหากคุณสปอนเซอร์คนที่ไม่เป็นเลยคุณก็ต้องทำใจ และออกแรงหนักหน่วง เพื่อสร้างให้เขาทำงานเป็น แต่ดิฉันไม่ได้หมายความว่า ให้คุณพยายามไปฉกชิงตัวคนอื่นๆ มาจากธุรกิจอื่นๆทั่ว
ไปนะค่ะ ความหมายคือคนที่อาจจะเคยประสบความล้มเหลว มีแผลในใจกับธุรกิจเครือข่ายมาก่อนต่างหาก คนที่อาจจะเคยศึกษามาบ้างแต่ยังไม่เคยลงมือทำจริงจัง อาจจะเพราะเค้ายังมองไม่ออกว่าจะสำเร็จได้ด้วยวิธีไหน อาจจะไม่มีคนตอบโจทย์เกี่ยวกับวิธีการทำงานได้ตรงกับที่เค้าพอใจก็เป็นได้ ห้ามคุณสปอนเซอร์คนที่เป็นมือใหม่ และห้ามสปอนเซอร์ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ ที่เค้าไม่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจเครือข่ายเลยแม้แต่น้อย หรือรวมถึงคนที่ไม่ยอมรับฟังอะไรเลยก็ด้วย เพราะการสปอนเซอร์คนกลุ่มนี้นั้นไม่ยาก เพียงเราประสบความสำเร็จเองก่อนให้เห็น ไม่วายว่าเค้าจะเป็นคนเข้ามาถามคุณเองว่าคุณทำยังไงถึงสำเร็จช่วยสอนหน่อย ในความหมายอื่นก็คือ ห้ามสปอนเซอร์คนที่ไม่เข้าใจธุรกิจเครือข่ายเลย
ไปนะค่ะ ความหมายคือคนที่อาจจะเคยประสบความล้มเหลว มีแผลในใจกับธุรกิจเครือข่ายมาก่อนต่างหาก คนที่อาจจะเคยศึกษามาบ้างแต่ยังไม่เคยลงมือทำจริงจัง อาจจะเพราะเค้ายังมองไม่ออกว่าจะสำเร็จได้ด้วยวิธีไหน อาจจะไม่มีคนตอบโจทย์เกี่ยวกับวิธีการทำงานได้ตรงกับที่เค้าพอใจก็เป็นได้ ห้ามคุณสปอนเซอร์คนที่เป็นมือใหม่ และห้ามสปอนเซอร์ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ ที่เค้าไม่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจเครือข่ายเลยแม้แต่น้อย หรือรวมถึงคนที่ไม่ยอมรับฟังอะไรเลยก็ด้วย เพราะการสปอนเซอร์คนกลุ่มนี้นั้นไม่ยาก เพียงเราประสบความสำเร็จเองก่อนให้เห็น ไม่วายว่าเค้าจะเป็นคนเข้ามาถามคุณเองว่าคุณทำยังไงถึงสำเร็จช่วยสอนหน่อย ในความหมายอื่นก็คือ ห้ามสปอนเซอร์คนที่ไม่เข้าใจธุรกิจเครือข่ายเลยคุณต้องสปอนเซอร์เฉพาะคนที่ต้องการทำธุรกิจเครือข่ายจริงๆ เท่านั้น และคุณรู้อะไรไหม การไม่เสียเวลาเพื่อไปสปอนเซอร์ คนที่ไม่ต้องการ แล้วใช้เวลาเหล่านั้นมาชวนเฉพาะคนที่มีศักยภาพจริงๆ มันจะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตไปอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น คุณต้องหาผู้มุ่งหวัง ที่พร้อมจะร่วมกันทำงานกับคุณ ไม่ใช่หาคนที่ไม่เป็นอะไรเลย มาฝึก มิใช่คุณไปปิดโอกาสของเขานะ แต่คุณต้องเข้าใจว่า หากคุณยังทำงานประจำอยู่ คุณจะแทบไม่มีเวลาทำงานธุรกิจเครือข่ายที่เป็นส่วนตัวของคุณเลย แล้วคุณยังจะเอาเวลาเหล่านั้นมาใช้ไม่คุ้มค่าแบบนี้หรือ เราประสบความสำเร็จระดับนึงแล้วรายได้แซงงานประจำแล้ว คุณค่อยกลับมานั่งปั้นคนใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลยแต่ใจสู้ พยายามศึกษา ก็ยังไม่สายค่ะ และคุณรู้อะไรไหม ในช่วงการฝึกหากคุณไม่สามารถแสดงให้เขาเห็นได้ว่าเขาจะได้อะไรจากตรงนี้ เขาก็จะออกไปจากธุรกิจอย่างง่ายดายทีเดียว ทีนี้ก็กลายเป็นว่าคุณปิดโอกาสของเขาอย่างแทบจะถาวรเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคุณควรสปอนเซอร์คนที่ต้องการทำธุรกิจเท่านั้น
แล้วคนที่ต้องการโอกาสทางธุรกิจอยู่จริงคือใคร ?
ถ้าหากคุณยังตอบดิฉันว่าคือ คนข้างบ้าน หรือ ญาติมิตร เพื่อนสนิท เพื่อนที่เรียนตอนมัธยม หรือคนทุกคนที่ห่างตัวเราไป 1 ฟุตล่ะก้อ คุณเข้าใจความหมายของดิฉันผิดไปแล้วแน่นอน เพราะสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่นั้นอาจทำให้การทำธุรกิจของคุณล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย คุณต้องชวนคนที่เข้าใจในธุรกิจเครือข่ายอยู่แล้วเป็นหลัก ตอนนี้คุณอาจจะมีคำถามแล้วว่า
"การชวนคนกลุ่มนี้ได้ก็ดี แต่ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงจะมาสมัครกับเราหล่ะ ในเมื่อเขาก็ทำธุรกิจเครือข่ายของเขาอยู่แล้ว" คุณคิดว่าผู้มุ่งหวังต้องการอะไร คำถามที่ต่อเนื่องมาจากบทที่แล้วก็คือ เราจะทำอย่างไรถึงจะหาผู้มุ่งหวังแบบนั้นเจอ ดิฉันอยากให้คุณจำคำนี้ไว้ "คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่าย MLM นั้นหวังที่จะมีรายได้จำนวนมหาศาล แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำได้" คุณรู้ไหมทุกวันนี้มีคนล้มเหลวกันมากกว่า 95% เพราะว่าเขาไม่สามารถสร้างเงินสดให้แก่ตัวเอง หากวันนี้เราไม่ได้โกหกกัน คุณเองทำงานก็เพราะต้องการสร้างเงินเช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะต้องการใช้สินค้า ชอบท่องเที่ยว หรืออะไรก็ตาม แต่สุดท้ายเหตุที่ทำให้คุณออกไปชักชวนผู้คนก็เพราะคุณต้องการสร้างกระแสเงิน สดให้ไหลมาสู่คุณ เพราะฉะนั้นผู้มุ่งหวังที่ต้องการทำธุรกิจเครือข่าย MLM จริงๆ นั้น ก็ต้องการที่จะสร้างเงินสดให้แก่เขาเช่นกัน มันเป็นเรื่องของความคิดที่ง่ายมากๆ นักธุรกิจเครือข่าย MLM ที่ทำอยู่แล้วนั้น ส่วนใหญ่จะถูกสอนและถูกฝึกให้เข้าใจในวิธีการมาแล้ว พวกเขาเข้าใจว่าธุรกิจเครือข่าย MLM นั้นดี พวกเขาต้องการที่จะสร้างเม็ดเงินจริงๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาเองก็มีความสามารถในการชักชวนคนเช่นกัน คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในธุรกิจเครือข่าย MLM นั้น เขาสามารถสร้างรายได้ให้เกิดแก่เขาได้เพียงนิดเดียว หรือบางคนไม่ได้เลย ปัญหาเหล่านี้เกิดเพราะวิธีการที่พวกเขาทำอยู่ไม่สามารถสร้างเงินสดให้เขาได้มากนัก เพราะฉะนั้นในทุกวันคนเหล่านี้มักจะมองหาวิธีการสร้างเงินจำนวนมหาศาลให้แก่เขา ซึ่งทำให้ในทุกๆ วันมีคนจำนวนมากกว่า 85% ที่กำลังมองหาวิธีการใหม่เพื่อสร้างเงินสดอยู่ตลอดเวลา และนั่นก็คือ การเปิดโอกาสให้มาเจอคุณกับวิธีการที่ดีกว่าในการสร้างกระแสเงินให้กับพวกเขา หรือพูดอีกนัยน์หนึ่งก็คือ คุณต้องทำให้ผู้มุ่งหวังของคุณคิดได้ด้วยตัวเองว่าเขาจะไปถึงเป้าหมายของเขาได้อย่างไร โดยใช้วิธีการในการแก้ปัญหาของคุณเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ
จงจำไว้ว่า มนุษย์เราไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจกับคุณ เพราะว่าบริษัทของคุณมั่นคงแค่ไหน และเขาไม่ได้ร่วมธุรกิจกับคุณ เพราะว่าสินค้าของคุณดีแค่ไหน แต่เขาร่วมธุรกิจกับคุณเพราะว่า คุณได้แสดงให้พวกเขาเห็นว่า คุณจะช่วยเหลือพวกเขาได้มากแค่ไหนจากการร่วมกับคุณต่างหาก และเมื่อเขาได้เข้าใจและมองเห็นว่าเขาจะได้อะไรอย่างนี้แล้ว เขาย่อมไม่ลังเลในการที่จะคว้าโอกาสที่คุณยื่นให้ จากนั้นก็มีคุณเป็นผู้ให้คำปรึกษา ถึงเวลานั้นคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องเดินไปหาเขา แต่เขาจะเดินมาหาคุณเอง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเมื่อเดินมาหาคุณเขาจะได้รับอะไร (การเข้าใกล้ไปสู่เป้าหมายของเขาอีกก้าวหนึ่ง) งานของคุณจึงเป็นการวางตำแหน่งโอกาสของคุณในฐานะของผู้เชี่ยวชาญที่จะแก้ปัญหาให้กับพวกเขา หากคุณมีวิธีการที่ดีกว่าในการสร้างกระแสเงินสดให้แก่พวกเขาได้ก่อน นั่นแหละคือ การสร้างกฏการดึงดูดชั้นเยี่ยมมาสู่ตัวของคุณ สิ่งที่คุณควรทำให้พวกเขาเห็นไม่ใช่การบอกให้เขาเข้าใจว่าบริษัทของคุณดีแค่ไหน แต่เป็นคุณมีวิธีการดีแค่ไหนในการสร้างกระแสเงินสดให้เกิดแก่ตัวเขา ผ่านความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาของคุณ เห็นไหมค่ะว่าไม่ใช่เรื่องยาก คุณเพียงจะต้องรู้ว่าผู้มุ่งหวังกำลังต้องการอะไร คุณต้องพยายามบอกเขาว่าคุณมีวิธีการที่ดีกว่านั้นหรือเจ็บปวดน้อยกว่านั้น ในการสร้างกระแสเงินสดมาสู่พวกเขา นักธุรกิจเครือข่าย MLM หลายๆ คนนั้นจำเป็นที่จะต้องสั่งสมประสบการณ์หลายปีกว่าที่จะได้เข้าใจว่า มันไม่ใช่เพราะว่าบริ
วิธีการที่คุณจะสปอนเซอร์ผู้มุ่งหวังได้เร็วที่สุดนั่นก็คือ บอกเขาว่าเขาจะสำเร็จได้อย่างไรด้วยวิธีของคุณ ไม่ใช่เพราะว่าอาหารเสริมคุณภาพดีที่ถูกวิจัยมาจากองค์กรระดับโลกตามที่บริษัทของคุณสอนมา นั่นจะทำให้คุณได้ผู้มุ่งหวังที่มีศักยภาพพร้อมจะเริ่มทำงานทันที เมื่อคุณได้รู้แล้วว่าปัญหาของเขาคืออะไร คุณก็แค่บอกข้อมูลในการแก้ปัญหาให้เขาเหล่านั้น และถ้าเราสามารถแสดงให้พวกเขาเห็นว่าการร่วมทีมกันนั้น จะทำให้พวกเขามีรายได้มากกว่าการทำงานแบบเดิมๆ คนพวกนั้นก็จะมาสมัครเอง และจะนำพาองค์กรทั้งหมดมาหาคุณด้วย ทุกวันนี้ วิธีการสปอนเซอร์ของดิฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดิฉันไม่จำเป็นต้องไปสาธิตสินค้า ไม่จำเป็นต้องเขียนแผนการตลาดอีกต่อไป สิ่งที่ดิฉันต้องทำมีเพียง "การแก้ปัญหาให้เขาเท่านั้น" เป็นอย่างไรค่ะ นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในธุรกิจจริงแต่มันไม่ เคยที่จะถูกสอนเลยในธุรกิจเครือข่าย MLM คุณเห็นไหมว่าวิธีการนี้ฉลาดกว่าที่ วิธีการเดิมๆ มากแค่ไหน ตอนนี้คุณเข้าใจรึยังค่ะว่าผู้มุ่งหวังที่แท้จริงคือใคร ?
วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555
โอกาสที่ซ่อนอยู่ใน MLM (2)
ทำไมคุณถึงแนะนำธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM ให้กับผู้อื่น ? มีคนถามดิฉันเสมอว่า ทำไมดิฉันต้องแนะนำโอกาสทางธุรกิจเครือข่าย MLM ให้กับคนอื่นทั่วไป ทั้งๆ ที่ดิฉันก็ยังไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย MLM สักหน่อย ดิฉันมีเหตุผลอยู่หลายประการที่ทำเช่นนี้ และนี่แหละค่ะ คือเหตุผลนั้น โอกาสในการเปลี่ยนมาอยู่ด้านขวาของเงิน 4 ด้าน แทนที่จะเป็นแค่เพียงเปลี่ยนงาน คุณเคยได้ยินคนพูดถึงประโยคต่อไปนี้บ่อยแค่ไหน?
1. ฉันอยากจะหยุดทำงานเสียที
2. ฉันเบื่อแล้วกับการเปลี่ยนงาน
3. ฉันอยากจะมีรายได้มากกว่านี้ แต่ฉันก็ไม่อยากลาออกจากงานและเริ่มต้นใหม่อีก แล้วฉันก็ไม่อยาก
กลับไปเรียนหนังสือเพื่อศึกษาวิชาชีพใหม่ๆ อีก
4. ทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น ภาษีก็ขึ้นตามทุกที
5. ดิฉันทำงานหนักมากแต่เจ้าของบริษัทรวยอยู่คนเดียว
6. ฉันทำงานหนักมาก แต่ฉันก็ยังมีปัญหาเรื่องการเงินอยู่ ฉันคงต้องวางแผนเรื่องการเกษียณของ
ฉันใหม่
7. ฉันกลัวว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ฉันเป็นคนล้าสมัยไปเสียแล้ว
8. ฉันแก่เกินไป แล้วก็ไม่สามารถทำงานหนักเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
9. ฉันเรียนจบวิศวกร แต่ฉันก็เบื่อที่จะเป็นวิศวกรแล้ว
10. ฉันเพียงแต่ต้องการหาอะไรใหม่ๆ ทำและได้มีโอกาสพบกับคนกลุ่มใหม่ๆ บ้าง ฉันเบื่อที่จะต้องทำ
งานกับคนที่ไม่มีความกระตือรือร้นและก็ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ฉันเบื่อที่จะต้องทำงานกับคนที่ทำ
งานไปวันๆ แบบเช้าชามเย็นชามและไม่อยากที่จะทำงานกับบริษัทที่จ่ายเงินให้กับเราเพียงแค่ทำ
ให้เราพออยู่ได้เท่านั้น
คำพูดเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของคนที่ติดอยู่ในช่องที่หนึ่งของเงิน 4 ด้าน และก็เป็นคนที่พร้อมจะเปลี่ยนไปอยู่ด้านขวาของเงิน 4 ด้านด้วย มันก็คงถึงเวลาแล้วหล่ะที่เขาจะเดินหน้าต่อไป ทีนี้..จะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้อย่างไร
ด้วยเหตุที่ว่าความเชื่อพื้นฐานนี้เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวของพวกเราแต่ละคน (อ้างอิงความเชื่อของพ่อจนของ คิโยซากิ จากพ่อรวยสอนลูก ที่เชื่อว่า ความรวยและนักธุรกิจ เป็นความเลว เป็นคนโลภ รวมถึงความเชื่อที่สอนกันมาว่า ให้ตั้งใจเรียนจะได้มีงานดีๆ ทำ) ฉะนั้นเมื่อถูกถามว่า “ ทำอย่างไรฉันถึงจะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้ ? ” คำตอบของดิฉันก็คือ “ทำไมคุณไม่ลองไปทำธุรกิจเครือข่าย MLM ดูก่อนหล่ะ ? ” เหตุผลที่ดิฉันแนะนำให้ไปลองเริ่มทำธุรกิจเครือข่าย MLM ก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลองเริ่มศึกษาธุรกิจเครือข่ายดู ก็เพราะว่าการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านที่ว่านี้มิใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในชั่วเวลาข้ามคืน พ่อรวยสอนลูกเคยบอกไว้ว่า ให้ใช้เวลาหลายปีในการแนะนำให้ สอนให้ และบางครั้งก็ด่าว่า เพื่อที่จะให้เปลี่ยนไปอยู่ด้าน B และ I ตามที่ได้กล่าวมาในตอนที่ 1 แล้วเรื่อง “ โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ ” การเรียนรู้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งด้านของสติปัญญา อารมณ์ ร่างกายและจิตวิญญาณ… ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และต้องมีผู้คอยให้คำแนะนำ บริษัทที่ทำการตลาดเครือข่าย MLM บางบริษัทจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วที่จะคอยช่วยเหลือคุณ
แล้วทำไมดิฉันถึงทำด้วยตัวเองไม่ได้ ? มีคนถามดิฉันว่า “ ฉันจะเปลี่ยนจากด้านซ้ายมายังด้านขวาด้วยตัวของฉันเองไม่ได้หรือ ? ” คำตอบของดิฉันก็คือ “ ก็อาจเป็นได้ ” แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายเลย มีผู้ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในด้าน B โดยที่ไม่ได้ทำธุรกิจเครือข่ายมากก่อน จากที่ดิฉันได้กล่าวมาแล้วในตอนแรกว่า ดิฉันไม่ได้ประสบความสำเร็จในด้าน B นี้ด้วยธุรกิจเครือข่าย และนี่แหละคือเหตุที่ทำให้ดิฉันรู้่ว่า กว่าดิฉันจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ดิฉันต้องแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง และมากมายขนาดไหน
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการให้กำลังใจกับตัวเองให้ลุกขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการหาเงิน บริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่าย MLM เหล่านี้จะให้ความใส่ใจในเรื่องของการสร้างกำลังใจ หรือสำหรับบางคนมันอาจจะเป็นการรื้อฟื้นกำลังใจให้กลับคืนขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้ และเมื่อสร้างกำลังใจได้แล้ว หลังจากนั้นจึงค่อยคิดกลับไปสร้างธุรกิจ ถ้านี่เป็นเรื่องที่คุณสนใจ สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ เลือกบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่าย MLM ซึ่งมีการอบรมที่เน้นการพัฒนาตัวคุณเป็นสิ่งแรก มากกว่าที่จะเน้นให้คุณออกไปขายสินค้าหรือขายแผนการตลาดของเขา และเมื่อได้พบบริษัทที่เหมาะสมกับคุณที่สุดแล้ว งานของคุณก็คือ การเข้ารับการอบรมตามโครงการที่บริษัทเหล่านั้นจัดไว้ และพยายามพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็เพียงแต่จัดการอบรมให้เท่านั้น มันเป็นหน้าที่ของคุณเองที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่มีไครสามารถที่จะช่วยคุณได้นอกจากตัวคุณเอง คุณอาจจะเลือกที่จะทำตามวิธีของคุณก็ได้ แต่ขอให้จำไว้ว่าการย้ายจากด้าน E และ S ไปที่ด้าน B และ I นั้น สิ่งที่คุณจะต้องทุ่มเทลงไปนั้นมันมากกว่าเรื่องของเงินหลายเท่าทีเดียว ในขณะที่ธุรกิจเครือข่าย MLM จะมีการอบรม การช่วยเหลือ ซึ่งจะนำคุณผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองได้สำเร็จ ฉะนั้นผู้ที่เข้าสู่ด้าน B ด้วยวิธีนี้จึงจะต้นทุนที่ต่ำกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า เมื่ออ่านจนถึงตรงนี้แล้ว ขอให้คุณรีบดำเนินการตามความเข้าใจนี้ทันที อย่าช้าอีกต่อไปเลยนะค่ะ
1. ฉันอยากจะหยุดทำงานเสียที
2. ฉันเบื่อแล้วกับการเปลี่ยนงาน
3. ฉันอยากจะมีรายได้มากกว่านี้ แต่ฉันก็ไม่อยากลาออกจากงานและเริ่มต้นใหม่อีก แล้วฉันก็ไม่อยาก
กลับไปเรียนหนังสือเพื่อศึกษาวิชาชีพใหม่ๆ อีก
4. ทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น ภาษีก็ขึ้นตามทุกที
5. ดิฉันทำงานหนักมากแต่เจ้าของบริษัทรวยอยู่คนเดียว
6. ฉันทำงานหนักมาก แต่ฉันก็ยังมีปัญหาเรื่องการเงินอยู่ ฉันคงต้องวางแผนเรื่องการเกษียณของ
ฉันใหม่
7. ฉันกลัวว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ฉันเป็นคนล้าสมัยไปเสียแล้ว
8. ฉันแก่เกินไป แล้วก็ไม่สามารถทำงานหนักเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
9. ฉันเรียนจบวิศวกร แต่ฉันก็เบื่อที่จะเป็นวิศวกรแล้ว
10. ฉันเพียงแต่ต้องการหาอะไรใหม่ๆ ทำและได้มีโอกาสพบกับคนกลุ่มใหม่ๆ บ้าง ฉันเบื่อที่จะต้องทำ
งานกับคนที่ไม่มีความกระตือรือร้นและก็ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ฉันเบื่อที่จะต้องทำงานกับคนที่ทำ
งานไปวันๆ แบบเช้าชามเย็นชามและไม่อยากที่จะทำงานกับบริษัทที่จ่ายเงินให้กับเราเพียงแค่ทำ
ให้เราพออยู่ได้เท่านั้น
คำพูดเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของคนที่ติดอยู่ในช่องที่หนึ่งของเงิน 4 ด้าน และก็เป็นคนที่พร้อมจะเปลี่ยนไปอยู่ด้านขวาของเงิน 4 ด้านด้วย มันก็คงถึงเวลาแล้วหล่ะที่เขาจะเดินหน้าต่อไป ทีนี้..จะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้อย่างไร
ด้วยเหตุที่ว่าความเชื่อพื้นฐานนี้เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวของพวกเราแต่ละคน (อ้างอิงความเชื่อของพ่อจนของ คิโยซากิ จากพ่อรวยสอนลูก ที่เชื่อว่า ความรวยและนักธุรกิจ เป็นความเลว เป็นคนโลภ รวมถึงความเชื่อที่สอนกันมาว่า ให้ตั้งใจเรียนจะได้มีงานดีๆ ทำ) ฉะนั้นเมื่อถูกถามว่า “ ทำอย่างไรฉันถึงจะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้ ? ” คำตอบของดิฉันก็คือ “ทำไมคุณไม่ลองไปทำธุรกิจเครือข่าย MLM ดูก่อนหล่ะ ? ” เหตุผลที่ดิฉันแนะนำให้ไปลองเริ่มทำธุรกิจเครือข่าย MLM ก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลองเริ่มศึกษาธุรกิจเครือข่ายดู ก็เพราะว่าการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านที่ว่านี้มิใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในชั่วเวลาข้ามคืน พ่อรวยสอนลูกเคยบอกไว้ว่า ให้ใช้เวลาหลายปีในการแนะนำให้ สอนให้ และบางครั้งก็ด่าว่า เพื่อที่จะให้เปลี่ยนไปอยู่ด้าน B และ I ตามที่ได้กล่าวมาในตอนที่ 1 แล้วเรื่อง “ โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ ” การเรียนรู้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งด้านของสติปัญญา อารมณ์ ร่างกายและจิตวิญญาณ… ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และต้องมีผู้คอยให้คำแนะนำ บริษัทที่ทำการตลาดเครือข่าย MLM บางบริษัทจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วที่จะคอยช่วยเหลือคุณ
แล้วทำไมดิฉันถึงทำด้วยตัวเองไม่ได้ ? มีคนถามดิฉันว่า “ ฉันจะเปลี่ยนจากด้านซ้ายมายังด้านขวาด้วยตัวของฉันเองไม่ได้หรือ ? ” คำตอบของดิฉันก็คือ “ ก็อาจเป็นได้ ” แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายเลย มีผู้ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในด้าน B โดยที่ไม่ได้ทำธุรกิจเครือข่ายมากก่อน จากที่ดิฉันได้กล่าวมาแล้วในตอนแรกว่า ดิฉันไม่ได้ประสบความสำเร็จในด้าน B นี้ด้วยธุรกิจเครือข่าย และนี่แหละคือเหตุที่ทำให้ดิฉันรู้่ว่า กว่าดิฉันจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ดิฉันต้องแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง และมากมายขนาดไหน
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการให้กำลังใจกับตัวเองให้ลุกขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการหาเงิน บริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่าย MLM เหล่านี้จะให้ความใส่ใจในเรื่องของการสร้างกำลังใจ หรือสำหรับบางคนมันอาจจะเป็นการรื้อฟื้นกำลังใจให้กลับคืนขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้ และเมื่อสร้างกำลังใจได้แล้ว หลังจากนั้นจึงค่อยคิดกลับไปสร้างธุรกิจ ถ้านี่เป็นเรื่องที่คุณสนใจ สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ เลือกบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่าย MLM ซึ่งมีการอบรมที่เน้นการพัฒนาตัวคุณเป็นสิ่งแรก มากกว่าที่จะเน้นให้คุณออกไปขายสินค้าหรือขายแผนการตลาดของเขา และเมื่อได้พบบริษัทที่เหมาะสมกับคุณที่สุดแล้ว งานของคุณก็คือ การเข้ารับการอบรมตามโครงการที่บริษัทเหล่านั้นจัดไว้ และพยายามพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็เพียงแต่จัดการอบรมให้เท่านั้น มันเป็นหน้าที่ของคุณเองที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่มีไครสามารถที่จะช่วยคุณได้นอกจากตัวคุณเอง คุณอาจจะเลือกที่จะทำตามวิธีของคุณก็ได้ แต่ขอให้จำไว้ว่าการย้ายจากด้าน E และ S ไปที่ด้าน B และ I นั้น สิ่งที่คุณจะต้องทุ่มเทลงไปนั้นมันมากกว่าเรื่องของเงินหลายเท่าทีเดียว ในขณะที่ธุรกิจเครือข่าย MLM จะมีการอบรม การช่วยเหลือ ซึ่งจะนำคุณผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองได้สำเร็จ ฉะนั้นผู้ที่เข้าสู่ด้าน B ด้วยวิธีนี้จึงจะต้นทุนที่ต่ำกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า เมื่ออ่านจนถึงตรงนี้แล้ว ขอให้คุณรีบดำเนินการตามความเข้าใจนี้ทันที อย่าช้าอีกต่อไปเลยนะค่ะ
โอกาสที่ซ่อนอยู่ใน MLM (1)
ชีวิตคนเรา มักมีโอกาสได้พบกับโอกาสมากมายหลายครั้ง แต่จะมีกี่ครั้งที่โอกาสนั้นเป็นโอกาสที่ดี และเป็นโอกาสที่มีคุณค่ากับชีวิตของเราทั้งชีวิตได้ วันนี้ดิฉันขอให้โอกาสนั้นกับคุณทุกคนที่มีใจเปิดรับธุรกิจเครือข่าย MLM ที่ดี เพราะนั่นเป็นโอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ
มันไม่ใช่เรื่องเงิน มีคนมักชอบเล่าถึงคนที่สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งล้านบาทต่อเดือนจากธุรกิจของเขาให้ฟังอย่างตื่นเต้น และดิฉันก็เคยได้พบกับคนเหล่านั้นจริงๆ มาแล้วด้วย ดิฉันจึงไม่มีความสงสัยในศักยภาพของการสร้างรายได้มากมายจากธุรกิจเครือข่าย MLM เลย แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังไม่เคยแนะนำให้เพื่อนๆ ของดิฉันเข้าไปศึกษาธุรกิจนี้ เพราะด้วยเรื่องเงินเป็นเหตุผลหลัก
มันไม่ใช่เรื่องสินค้า ธุรกิจเครือข่าย MLM แรกๆ ที่ดิฉันได้เข้าไปศึกษานานมาแล้วนั้น บริษัทขายพวกอาหารเสริม ดิฉันได้ลองกินดูแล้วก็พบว่าคุณภาพของมันยอดเยี่ยมจริงๆ ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปสั่งสินค้ากับบริษัทเหล่านั้นบ้างเมื่อดิฉันต้องการสินค้าและบริการที่เขานำเสนอ แต่สินค้าและแผนการตลาดที่ว่าก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ดิฉันสนับสนุนให้ผู้คนเข้าไปศึกษาธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย MLM อีกเช่นกัน
แต่มันเป็นเพราะกระบวนการอบรมต่างหาก เหตุผลแรกที่ดิฉันแนะนำให้เข้าไปสู่ธุรกิจเครือข่าย MLM คือ กระบวนการในการอบรมของเขา ไม่ใช่แค่สินค้า ไม่ใช่ตัวรายได้ ไม่ใช่เวลาแค่สามชั่วโมงนั่งฟังแผนการตลาดหรือแคตตาล็อกสินค้าที่มีสีสันสวยงาม แต่ต้องใช้เวลามากกว่านั้น
ดูให้รอบคอบ เพราะบริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่จะบอกว่าเขามีกระบวนการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่บางบริษัทไม่มีอะไรเลย แค่ให้คุณไปอ่านหนังสือบางเล่ม หรือไม่ก็เป็นเพียงการอบรมให้คุณรู้จักวิธีชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้อง พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สอนให้คุณเป็นเพียงพนักงานขายเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อดิฉันพูดถึง การเรียนรู้ทางด้านธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ดิฉันหมายถึง การศึกษาที่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนดักแด้ให้เป็นผีเสื้อได้ และเมื่อพูดถึงการเรียนรู้ในธุรกิจเครือข่าย MLM ดิฉันจึงแนะนำให้คุณมองหากระบวนการให้ความรู้ที่มีพลังมากถึงขนาดทำให้ชีวิตของคุณแตกต่างจากเดิมไปได้เช่นกัน
การสอนจากประสบการณ์จริง ผู้คนที่สอนเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในระดับสูงของธุรกิจนั้น ซึ่งต่างจากในโลกธุรกิจแบบเดิมที่คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จจริงๆ เพื่อที่จะมาสอนวิชาธุรกิจ ดังนั้นเมื่อคุณมองเข้าไปในธุรกิจเครือข่าย MLM ก็ควรมองไปยังผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับสูงในธุรกิจนั้นด้วย และถามตัวคุณเองว่าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขาหรือไม่ วิชาความรู้ที่สำคัญที่สอนกันจากประสบการณ์จริงในธุรกิจเครือข่ายได้แก่
การฝึกฝนทางด้านร่างกาย สมมุติว่าคุณรู้คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดในห้องเรียนแต่ไม่เคยได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติเลย การเรียนรู้ของคุณจะสมบูรณ์ได้อย่างไร คุณจะก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร ถ้าคุณไม่กล้าที่จะทำอะไรสักอย่าง บริษัทที่ทำการตลาดแบบเครือข่าย MLM ทุกบริษัทที่ดิฉันได้ศึกษาดูจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญาเท่าๆ กับการฝึกฝนทางด้านร่างกาย พวกเขาจะกระตุ้นให้คุณออกไปเผชิญหน้ากับความกลัวโดยการลงมือทำ เมื่อทำผิดพลาดแล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นมันถึงจะเป็นกระบวนการที่ทำให้คุณเติบโตแข็งแรงทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และร่างกาย
ธุรกิจเครือข่าย MLM ที่ดีที่สุดจะกระตุ้นให้คนของเขาเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทั้งด้านสติปัญญา การลงมือทำ การทำผิดพลาด เรียนรู้ แก้ไข และทำซ้ำต่อไป นั่นคือ การเรียนรู้จากชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่เดินเข้าไปหาเขา เขาก็คงไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้
การเรียนรู้ในด้านจิตวิญญาญ แม้ว่ามันจะเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ วันหนึ่งในขณะที่ดิฉันได้เฝ้าดูการวิ่งแข่งของคนพิการ ดิฉันก็มีความรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณ เมื่อได้เห็นว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้บางคนไม่มีขา บางคนก็มีขาเทียม พวกเขากำลังจะวิ่งแข่งระยะสั้น และด้วยหัวใจของพวกเขา น้ำตาของดิฉันซึมออกมา เมื่อเห็นเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งมีขาเพียงขาเดียวกำลังวิ่งอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของเธอบอกได้ถึงความเจ็บปวดจากขาเทียมที่เธอใช้อยู่ แต่ความเจ็บปวดนั้นก็ไม่สามารถเทียบได้กับกำลังใจของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชนะในการแข่งขันครั้งนั้น แต่เธอก็ชนะใจของดิฉัน เธอเข้ามาอยู่ในหัวใจของดิฉัน พวกเขาวิ่งเพื่อเตือนสติพวกเราให้ได้รู้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดในตัวของพวกเรากันเองทุกคน ดิฉันได้สังเกตเห็นว่าผู้นำในธุรกิจเครือข่าย MLM ก็ได้รับการอบรมและพัฒนาความสามารถนี้ในการที่จะพูดให้เข้าถึงจิตใจของผู้คนได้เช่นกัน พวกเขาสามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของเขาได้ และกระตุ้นให้พวกเขาเดินต่อไปข้างหน้าได้ เดินออกไปเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ นั่นแหละคือ พลังการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ถ้าคุณตัดสินใจที่จะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของคุณ คุณก็ควรลองเข้าไปดูการอบรมที่จัดขึ้นโดยบริษัทการตลาดแบบเครือข่าย MLM เหล่านั้น และให้เวลาสักระยะหนึ่งเข้าไปศึกษาดูว่า ธุรกิจ ผลตอบแทน สินค้า และการอบรมเหล่านั้นคือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตในช่วงนี้ของคุณหรือไม่ ...โอกาสนี้ยังไม่หมด โปรดติดตามตอน 2 นะค่ะ
มันไม่ใช่เรื่องเงิน มีคนมักชอบเล่าถึงคนที่สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งล้านบาทต่อเดือนจากธุรกิจของเขาให้ฟังอย่างตื่นเต้น และดิฉันก็เคยได้พบกับคนเหล่านั้นจริงๆ มาแล้วด้วย ดิฉันจึงไม่มีความสงสัยในศักยภาพของการสร้างรายได้มากมายจากธุรกิจเครือข่าย MLM เลย แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังไม่เคยแนะนำให้เพื่อนๆ ของดิฉันเข้าไปศึกษาธุรกิจนี้ เพราะด้วยเรื่องเงินเป็นเหตุผลหลัก
มันไม่ใช่เรื่องสินค้า ธุรกิจเครือข่าย MLM แรกๆ ที่ดิฉันได้เข้าไปศึกษานานมาแล้วนั้น บริษัทขายพวกอาหารเสริม ดิฉันได้ลองกินดูแล้วก็พบว่าคุณภาพของมันยอดเยี่ยมจริงๆ ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปสั่งสินค้ากับบริษัทเหล่านั้นบ้างเมื่อดิฉันต้องการสินค้าและบริการที่เขานำเสนอ แต่สินค้าและแผนการตลาดที่ว่าก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ดิฉันสนับสนุนให้ผู้คนเข้าไปศึกษาธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย MLM อีกเช่นกัน
แต่มันเป็นเพราะกระบวนการอบรมต่างหาก เหตุผลแรกที่ดิฉันแนะนำให้เข้าไปสู่ธุรกิจเครือข่าย MLM คือ กระบวนการในการอบรมของเขา ไม่ใช่แค่สินค้า ไม่ใช่ตัวรายได้ ไม่ใช่เวลาแค่สามชั่วโมงนั่งฟังแผนการตลาดหรือแคตตาล็อกสินค้าที่มีสีสันสวยงาม แต่ต้องใช้เวลามากกว่านั้น
ดูให้รอบคอบ เพราะบริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่จะบอกว่าเขามีกระบวนการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่บางบริษัทไม่มีอะไรเลย แค่ให้คุณไปอ่านหนังสือบางเล่ม หรือไม่ก็เป็นเพียงการอบรมให้คุณรู้จักวิธีชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้อง พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สอนให้คุณเป็นเพียงพนักงานขายเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อดิฉันพูดถึง การเรียนรู้ทางด้านธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ดิฉันหมายถึง การศึกษาที่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนดักแด้ให้เป็นผีเสื้อได้ และเมื่อพูดถึงการเรียนรู้ในธุรกิจเครือข่าย MLM ดิฉันจึงแนะนำให้คุณมองหากระบวนการให้ความรู้ที่มีพลังมากถึงขนาดทำให้ชีวิตของคุณแตกต่างจากเดิมไปได้เช่นกัน
การสอนจากประสบการณ์จริง ผู้คนที่สอนเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในระดับสูงของธุรกิจนั้น ซึ่งต่างจากในโลกธุรกิจแบบเดิมที่คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จจริงๆ เพื่อที่จะมาสอนวิชาธุรกิจ ดังนั้นเมื่อคุณมองเข้าไปในธุรกิจเครือข่าย MLM ก็ควรมองไปยังผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับสูงในธุรกิจนั้นด้วย และถามตัวคุณเองว่าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขาหรือไม่ วิชาความรู้ที่สำคัญที่สอนกันจากประสบการณ์จริงในธุรกิจเครือข่ายได้แก่
- ทัศนคติสู่ความสำเร็จ
- ทักษะการเป็นผู้นำ
- ทักษะในการสื่อสาร
- ทักษะในการพบปะผู้คน
- การเอาชนะความกลัว ความสงสัย และความไม่มั่นใจในตัวเอง
- การเอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธ
- ทักษะการบริหารการเงิน
- ทักษะการลงทุน
- ทักษะในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือ
- ทักษะการบริหารเวลา
- การตั้งเป้าหมาย
- การจัดระบบ
การฝึกฝนทางด้านร่างกาย สมมุติว่าคุณรู้คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดในห้องเรียนแต่ไม่เคยได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติเลย การเรียนรู้ของคุณจะสมบูรณ์ได้อย่างไร คุณจะก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร ถ้าคุณไม่กล้าที่จะทำอะไรสักอย่าง บริษัทที่ทำการตลาดแบบเครือข่าย MLM ทุกบริษัทที่ดิฉันได้ศึกษาดูจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญาเท่าๆ กับการฝึกฝนทางด้านร่างกาย พวกเขาจะกระตุ้นให้คุณออกไปเผชิญหน้ากับความกลัวโดยการลงมือทำ เมื่อทำผิดพลาดแล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นมันถึงจะเป็นกระบวนการที่ทำให้คุณเติบโตแข็งแรงทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และร่างกาย
ธุรกิจเครือข่าย MLM ที่ดีที่สุดจะกระตุ้นให้คนของเขาเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทั้งด้านสติปัญญา การลงมือทำ การทำผิดพลาด เรียนรู้ แก้ไข และทำซ้ำต่อไป นั่นคือ การเรียนรู้จากชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่เดินเข้าไปหาเขา เขาก็คงไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้
การเรียนรู้ในด้านจิตวิญญาญ แม้ว่ามันจะเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ วันหนึ่งในขณะที่ดิฉันได้เฝ้าดูการวิ่งแข่งของคนพิการ ดิฉันก็มีความรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณ เมื่อได้เห็นว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้บางคนไม่มีขา บางคนก็มีขาเทียม พวกเขากำลังจะวิ่งแข่งระยะสั้น และด้วยหัวใจของพวกเขา น้ำตาของดิฉันซึมออกมา เมื่อเห็นเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งมีขาเพียงขาเดียวกำลังวิ่งอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของเธอบอกได้ถึงความเจ็บปวดจากขาเทียมที่เธอใช้อยู่ แต่ความเจ็บปวดนั้นก็ไม่สามารถเทียบได้กับกำลังใจของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชนะในการแข่งขันครั้งนั้น แต่เธอก็ชนะใจของดิฉัน เธอเข้ามาอยู่ในหัวใจของดิฉัน พวกเขาวิ่งเพื่อเตือนสติพวกเราให้ได้รู้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดในตัวของพวกเรากันเองทุกคน ดิฉันได้สังเกตเห็นว่าผู้นำในธุรกิจเครือข่าย MLM ก็ได้รับการอบรมและพัฒนาความสามารถนี้ในการที่จะพูดให้เข้าถึงจิตใจของผู้คนได้เช่นกัน พวกเขาสามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของเขาได้ และกระตุ้นให้พวกเขาเดินต่อไปข้างหน้าได้ เดินออกไปเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ นั่นแหละคือ พลังการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ถ้าคุณตัดสินใจที่จะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของคุณ คุณก็ควรลองเข้าไปดูการอบรมที่จัดขึ้นโดยบริษัทการตลาดแบบเครือข่าย MLM เหล่านั้น และให้เวลาสักระยะหนึ่งเข้าไปศึกษาดูว่า ธุรกิจ ผลตอบแทน สินค้า และการอบรมเหล่านั้นคือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตในช่วงนี้ของคุณหรือไม่ ...โอกาสนี้ยังไม่หมด โปรดติดตามตอน 2 นะค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555
นี่หรือคือ... " อาวุธ " ประจำกาย MLM
รู้ไหม? ไม่มีใครเกิดมาแล้วทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือน “ สงครามใด ไม่มีการหลั่งเลือด ย่อมมิใช่สงคราม ” ผู้ที่จะพิชิตชัยในสนามรบได้ นอกจากจะแกร่งกล้าและเปี่ยมไปด้วยศักยภาพในทุกๆ ด้านแล้ว ยังจะต้องมีอาวุธประจำกาย ที่รู้ใจดุจดังเงา และในตอนนี้..คุณได้มีอาวุธคู่กายอยู่ในกำมือแล้ว หากคุณถามและตอบตัวเองแล้วว่า ต้องการพิชิตชัยชนะในศึก(ธุรกิจ MLM )ครั้งนี้ ถึงเวลาที่คุณต้องลงมือฝึกฝน โดยการอ่านคู่มือพร้อมทำแบบฝึกหัดที่มีในแต่ละชุดอย่างสม่ำเสมอ การเรียนรู้ในระบบนั้นมิใช่แต่ให้คุณเพียงอ่านตามตำราเท่านั้น เพราะเราใช้หลักสูตรการเรียนแบบเรียนรู้ พร้อมกับลงมือทำ และทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจนเชี่ยวชาญต่างหากจึงจะชนะ ซึ่งนี่คือ ปัญหาและสิ่งที่ต้องแก้ไข สิ่งที่ต้องนำไปใช้อย่างทันที อย่ามัวแต่กลัว อย่ามัวแต่คิดไปเองถึงผลลัพธ์ที่ยังไม่เกิด ขอให้ทำความเข้าใจใหม่ในสิ่งต่อไปนี้...ว่าได้ทำไปหรือยัง หรือยังไม่ได้แก้ไขเลย เช่น
* ไม่มีการเขียนเป้าหมาย (แรงกระตุ้นการทำงานของตัวเอง)
* มุ่งแต่รอเวลาเพื่อสปอนเซอร์ผู้ที่มีรายได้สูง แทนที่จะเรียนรู้เป็นผู้มีรายได้สูงเสียเอง
* ไม่ผูกพันอุทิศตัว ไม่ทุ่มเทในการทำงาน
* ไม่มีการจัดระเบียบห้องทำงาน จนรกเกะกะ ทำให้เสียเวลามากเกินไปในการค้นหา
* ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเอกสารที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
* ไม่มีเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจเพื่อนำเสนอ และให้ข้อมูลลูกค้า, สมาชิก
* ไม่มีการโทรศัพท์กลับอย่างทันทีทันใด เมื่อพลาดการติดต่อ
* ไม่มีการชี้แนะวิธีการทำงานให้ทีมงาน หรือมีแต่ไม่น่าสนใจ
* ล้มเหลวในการรักษาสัญญา การนัดหมาย โดยไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ
* ไม่มีการติดตามผลผู้มุ่งหวังและลูกค้าไม่ได้แสดงความห่วงใยที่เรามีให้เขาเห็น
* ยอมแพ้ หรือล้มเลิกเร็วเกินไป โดยปกติคนเรามักจะเลิกภายใน 90 วันแรก แทนที่จะเป็น1ปี
* ท้อใจ ด้วยปัญหาและความไม่สะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ กำลังใจค่อยหมดลง
* พูดถึงบริษัทอื่นในทางที่ไม่ดี อยู่ตลอด จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้เพราะกลัวเสียหาย
* ไม่รู้จริงเรื่องการตลาดเครือข่าย และไม่เอาจริงกับมัน
* การไม่เคารพนับถือในตัวเอง ชีวิตรอบตัวมีแต่เรื่องยุ่งเหยิง สกปรก ไม่ดูแลตัวเอง
* ไม่เป็นมืออาชีพ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และแผนการตลาด
* ไม่ได้สร้างฐานลูกค้าไว้ ทั้งที่สินค้าของบริษัทสามารถนำมาขายปลีกได้
* ไม่สามารถนำเสนอประโยชน์ ผลดีของการใช้สินค้าได้อย่างชัดเจน เหมาะสมกับผู้ฟัง
* ไม่มีการจัดการแก้ไข สิ่งที่ลูกค้า หรือลูกทีมบ่นต่อว่ามา
* ไม่มีการยกย่องความสำเร็จของลูกทีม เป็นประเภทใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
* ไม่มีการดำเนินงานทางธุรกิจทุกวัน
* ไม่พอใจต่อผลรายได้ของผู้บริหารทีมงานตนเอง จึงทำงานเพื่อกันไม่ให้ได้
* ชอบบ่นต่อว่าบริษัท สินค้า แผนการตลาด ผู้บริหารทีมงาน ไม่ช่วย
* มีความคาดหวังที่ไม่สมจริงสมจัง ต้องการรายได้ที่ดีจากการลงแรงเพียงเล็กน้อย
* เอาตัวเองไปอยู่ใกล้ ๆ คนที่พูดแง่ลบเป็นประจำ แทนที่จะอยู่ใกล้ๆ คนที่มีรายได้สูง และทัศนคติบวก
* มีความอดทนน้อยเกินไปในเวลาสั้นๆ โดยไม่ได้ ให้ความพยายามอย่างมากเพียงพอ
* ไม่ได้ส่งผ่าน ข้อมูลด้านเวลา การจัดกิจกรรมสู่ลูกทีม อย่างทันทีทันใด
* บ่นมากเกินไป และทำตัวเหมือนลูกแหง่
* เปลี่ยนบริษัทบ่อยๆ ในการทำธุรกิจเครือข่าย โดยไม่ได้สำเร็จแม้สักขั้นตอนหนึ่ง
* เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับ มันนี่เกม, ธุรกิจลูกโซ่ และธุรกิจอื่น ๆ ในทำนองนี้
* ต้องถูกขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมภายนอก แทนที่จะเป็นแรงกระตุ้นจากภายในของตนเอง
* ไม่ยอมที่จะลงทุนใด ๆ เช่น การลงประชาสัมพันธ์, แผ่นพับ, ใบปลิว เป็นต้น
* เป็นพวกขอปฏิเสธไว้ก่อน ชอบพูดว่า “ ไม่ ..แต่ยังไม่ทำตอนนี้ ”
* ไม่รู้จักใช้โอกาสจากบริษัท ให้เป็นประโยชน์ ไม่มีความยืดหยุ่นทางความคิด
* ไม่ได้เชื่อถือสินค้า หรือไม่เป็นผลิตผลของผลิตภัณฑ์ ใช้เพียงเพื่อให้ได้เงินเท่านั้น
* จิตใจอ่อนไหวได้รับอิทธิพล หรือถูกชักจูง ได้ง่าย ไม่สามารถคิดได้ด้วยตัวเอง
* ใช้เวลามากเกินไป ในการพิจารณาจัดองค์กร แทนที่จะใช้ในการนัดพบผู้มุ่งหวัง และลูกค้า
* ไม่ได้มีการวางแผนเพื่อความสำเร็จ
* ไม่พัฒนาตนเองให้เป็นมืออาชีพในการทำงาน
* มีคำแก้ตัวอยู่เสมอ
* คิดว่ารู้แล้วทุกเรื่อง จึงไม่ยอมรับการเรียนรู้ใหม่ๆ
* ไม่อ่านหนังสือ หรือติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
* สุขภาพไม่แข็งแรง หรือคิดไปเองว่าไม่แข็งแรง
* ไม่ได้พยายามอย่างหนักเพื่อจะทำให้ดียอดเยี่ยมที่สุด
* เชื่อข่าวลือ โดยไม่ได้ตรวจสอบความจริง มักถูกหลอกง่าย
* สำคัญมาก ไม่ได้เชื่อจริงๆ ว่า “ มันเกิดขึ้นได้ เมื่อฉันลงมือทำ ”
* ไม่รู้ว่า ทำไมตัวเองถึงมาทำธุรกิจนี้
ทีนี้ก็รู้กันแล้วนะค่ะว่าทำไมถึงรบไม่ชนะสงครามเสียที ดิฉันขอเพียงเข้าไปแก้ไขจุดต่างๆ ที่บอกไปข้างต้นเท่านั้นค่ะ อาวุธนี้ก็จะได้แสดงอิทธิฤทธิ์อย่างทันทีเชียว ! เชื่อดิฉันสิค่ะ
ใครรู้บ้าง ? MLM ล้มเหลวได้นะ
เป็นที่รู้กันว่า ธุรกิจ MLM นี้ ไม่ได้ว่าทุกคนทำได้ ไม่ได้ว่าทุกคนสำเร็จอย่างง่ายๆ กันหมด แต่เคยมีใครรู้ถึงเหตุผลไหมว่าทำไมจึงล้มเหลว ดิฉันเข้าใจดีถึงความล้มเหลวนั้น ทำให้วันนี้ต้องมาเขียนถึงสาเหตุของความล้มเหลวกับธุรกิจขายตรง MLM มีดังนี้
1. ขาดวิธีการสร้างรายชื่อคนที่สนใจ
นักธุรกิจขายตรง MLM 99% ไม่มีระบบการสร้างรายชื่อคนที่สนใจของตัวเอง ทำธุรกิจขายตรง MLM ด้วยการไล่ล่าคนที่ไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลิสต์รายชื่อคนรู้จัก 100 คน แล้วบอกให้รีบโทรไปหาพร้อมด้วยคำขู่ “ ถ้าไม่โทรไปเขาจะไปสมัครกับคนอื่นหรือไปเป็นลูกค้าคนอื่น ” หลายคนเสียเพื่อน ญาติ คนรู้จัก เพราะธรรมชาติของคนไม่อยากตกเป็นเหยื่อใคร มันเป็นเรื่องง่ายมาก ที่เขาจะหยุดความสัมพันธ์ เพราะเขาไม่ต้องการมันลองนึกภาพนะ บางคนลิสต์รายชื่อเพื่อนตั้งแต่สมัยอนุบาล 2 ไม่เคยคุยกันมาเป็นสิบๆ ปี โทรไปทีก็แนะนำธุรกิจขายตรง MLM เพื่อนเขาจะเริ่มคิดในใจ “ถ้าไม่ชวนไปทำธุรกิจก็คงไม่โทรมา” และหลังจากนั้นเพื่อนก็ไม่อยากติดต่อด้วยอีกเลย หลังจากที่รายชื่อหมด บางคนก็ใช้วิธีซื้อรายชื่อกับที่ปรึกษารายชื่อละ 50 -200 บาท แล้วมานั่งโทรชวนคนที่ไม่รู้จักกันไปประชุมตามโรงแรม เพื่อฟังโอกาสทางธุรกิจขายตรง MLM อาจจะมีสคริปเทพ ที่เขาเขียนกันมาใช้ แต่สุดท้ายก็โดนเบี้ยวนัด “ ไปไม่ได้หมาตาย แมวถูกรถชน ” แต่เหตุผลคือเขาไม่ต้องการจริงๆ แม้กระทั่งบางคนได้รายชื่อแล้วโทรไปเป็นเด็ก 8 ขวบ คุณแม่รับบอกว่า น้องยังไม่กลับจากโรงเรียน บางทีก็เป็นพระ โอ้ว..รายชื่อละ 100 บาท พร้อมค่าโทรและค่าเวลาหายแว๊ป ฟังแล้วขำไหมค่ะ แต่มันขำไม่ออกสำหรับคนที่เจอแบบนี้กับการทำธุรกิจขายตรง MLM นี่คือสิ่งที่ต้องเจอแน่ๆ ทางตันแรก ถ้าคุณไม่มีระบบสร้างรายชื่อคนที่สนใจ
นักธุรกิจขายตรง MLM 99% ไม่มีระบบการสร้างรายชื่อคนที่สนใจของตัวเอง ทำธุรกิจขายตรง MLM ด้วยการไล่ล่าคนที่ไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลิสต์รายชื่อคนรู้จัก 100 คน แล้วบอกให้รีบโทรไปหาพร้อมด้วยคำขู่ “ ถ้าไม่โทรไปเขาจะไปสมัครกับคนอื่นหรือไปเป็นลูกค้าคนอื่น ” หลายคนเสียเพื่อน ญาติ คนรู้จัก เพราะธรรมชาติของคนไม่อยากตกเป็นเหยื่อใคร มันเป็นเรื่องง่ายมาก ที่เขาจะหยุดความสัมพันธ์ เพราะเขาไม่ต้องการมันลองนึกภาพนะ บางคนลิสต์รายชื่อเพื่อนตั้งแต่สมัยอนุบาล 2 ไม่เคยคุยกันมาเป็นสิบๆ ปี โทรไปทีก็แนะนำธุรกิจขายตรง MLM เพื่อนเขาจะเริ่มคิดในใจ “ถ้าไม่ชวนไปทำธุรกิจก็คงไม่โทรมา” และหลังจากนั้นเพื่อนก็ไม่อยากติดต่อด้วยอีกเลย หลังจากที่รายชื่อหมด บางคนก็ใช้วิธีซื้อรายชื่อกับที่ปรึกษารายชื่อละ 50 -200 บาท แล้วมานั่งโทรชวนคนที่ไม่รู้จักกันไปประชุมตามโรงแรม เพื่อฟังโอกาสทางธุรกิจขายตรง MLM อาจจะมีสคริปเทพ ที่เขาเขียนกันมาใช้ แต่สุดท้ายก็โดนเบี้ยวนัด “ ไปไม่ได้หมาตาย แมวถูกรถชน ” แต่เหตุผลคือเขาไม่ต้องการจริงๆ แม้กระทั่งบางคนได้รายชื่อแล้วโทรไปเป็นเด็ก 8 ขวบ คุณแม่รับบอกว่า น้องยังไม่กลับจากโรงเรียน บางทีก็เป็นพระ โอ้ว..รายชื่อละ 100 บาท พร้อมค่าโทรและค่าเวลาหายแว๊ป ฟังแล้วขำไหมค่ะ แต่มันขำไม่ออกสำหรับคนที่เจอแบบนี้กับการทำธุรกิจขายตรง MLM นี่คือสิ่งที่ต้องเจอแน่ๆ ทางตันแรก ถ้าคุณไม่มีระบบสร้างรายชื่อคนที่สนใจ
2. ขาดระบบสร้างความสัมพันธ์ที่เวิร์คกว่า
หลายคนเข้าใจอยู่แล้ว่าการทำธุรกิจขายตรง MLM สิ่งสำคัญคือ ความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่หลายคนทำ การสร้างความสัมพันธ์จะทำก็ต่อเมื่อมีการสมัครเข้าร่วมธุรกิจขายตรง MLM แล้ว สำหรับคนที่สมัครคนได้เขาเริ่มสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่การเป็นคนที่สนใจ เตรียมความพร้อมให้กับคนที่สนใจก่อน ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้จัก และสนิทกับเรามากขึ้นหลายคนอาจจะเริ่มมองว่าเราจะทำได้อย่างไง เราจะดูแลได้กี่คนกัน ถ้าใช้การโทรศัพท์คงไม่มีใครในโลกทำได้หรอกค่ะ แต่สิ่งที่ดิฉันกำลังจะบอกมันต้องเป็นระบบที่ทำงานแทน!
หลายคนเข้าใจอยู่แล้ว่าการทำธุรกิจขายตรง MLM สิ่งสำคัญคือ ความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่หลายคนทำ การสร้างความสัมพันธ์จะทำก็ต่อเมื่อมีการสมัครเข้าร่วมธุรกิจขายตรง MLM แล้ว สำหรับคนที่สมัครคนได้เขาเริ่มสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่การเป็นคนที่สนใจ เตรียมความพร้อมให้กับคนที่สนใจก่อน ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้จัก และสนิทกับเรามากขึ้นหลายคนอาจจะเริ่มมองว่าเราจะทำได้อย่างไง เราจะดูแลได้กี่คนกัน ถ้าใช้การโทรศัพท์คงไม่มีใครในโลกทำได้หรอกค่ะ แต่สิ่งที่ดิฉันกำลังจะบอกมันต้องเป็นระบบที่ทำงานแทน!
3. ขาดวิธีสร้างความมั่นใจกับคนที่สนใจ
ถ้าสมมติว่าคุณเองกำลังจะตัดสินใจทำธุรกิจขายตรง MLM กับสักบริษัท และคนเจอคน 2 คนที่ทำอยู่แล้ว คนแรกเป็นมืออาชีพ มีระบบ มีวิธีการทำงานที่คุณต้องการ และเป็นนักการตลาดมือเซียน กับอีกคนทำธุรกิจเดียวกัน แต่รู้แค่ว่า คุณเข้ามาร่วมเลยเดี๋ยวก็รวยแน่ๆ ว่าถ้าคุณต้องการทำ คุณก็คงมองไปที่คนแรกมากกว่าใช่ไหมค่ะนี่หล่ะคือ คำตอบ ตัวคุณคือสิ่งสำคัญ คุณต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้คน ไม่ใช่ความมั่นใจในตัวบริษัท หรือตัวสินค้านะค่ะ แต่จะเป็นความมั่นใจในตัวคุณ เพราะคนเขาอยากทำธุรกิจขายตรง MLM กับคนที่เขามันใจว่าจะพาให้สำเร็จในธุรกิจขายตรง MLM มากกว่า
ถ้าสมมติว่าคุณเองกำลังจะตัดสินใจทำธุรกิจขายตรง MLM กับสักบริษัท และคนเจอคน 2 คนที่ทำอยู่แล้ว คนแรกเป็นมืออาชีพ มีระบบ มีวิธีการทำงานที่คุณต้องการ และเป็นนักการตลาดมือเซียน กับอีกคนทำธุรกิจเดียวกัน แต่รู้แค่ว่า คุณเข้ามาร่วมเลยเดี๋ยวก็รวยแน่ๆ ว่าถ้าคุณต้องการทำ คุณก็คงมองไปที่คนแรกมากกว่าใช่ไหมค่ะนี่หล่ะคือ คำตอบ ตัวคุณคือสิ่งสำคัญ คุณต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้คน ไม่ใช่ความมั่นใจในตัวบริษัท หรือตัวสินค้านะค่ะ แต่จะเป็นความมั่นใจในตัวคุณ เพราะคนเขาอยากทำธุรกิจขายตรง MLM กับคนที่เขามันใจว่าจะพาให้สำเร็จในธุรกิจขายตรง MLM มากกว่า
แล้วสังเกตไหมคนที่รวยๆ กับธุรกิจขายตรง MLM หรือคนที่เป็นวิทยากรตามโรงแรมที่เขาจัดงานประชุมธุรกิจ ทำไมคนเหล่านั้นสมัครคนได้ง่ายจัง ก็เพราะ ความมั่นใจในการเป็นมืออาชีพไงค่ะ คือ คำตอบ แม้กระทั่งแขกที่เข้างานของบางคนยังไปขอสมัครกับคนรวยๆ หรือคนที่เป็นวิทยากรเลยก็มี เพราะมั่นใจในคนนั้นมากกว่า มันคือ..ธุรกิจของการเป็นมืออาชีพ แล้วตัวคุณหล่ะ ? คราวหน้าพบกับอาวุธของคนเก่งที่ต้องพร้อมรบเพื่อชัยชนะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













